สุวิทย์ คุณกิตติ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หยุดยั้งโลกร้อน
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สุรนันทน์ : วันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา คือวันคุ้มครองโลก และวันสิ่งแวดล้อมโลก มีมานานแล้วใช่ไหมครับ
สุวิทย์ : มีมานานแล้วครับ หลายสิบปีแล้ว ที่ตื่นตัวกันในระยะหลังก็เรื่องปัญหาโลกร้อนรุนแรงขึ้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ระมัดระวัง ใช้แบบไม่มีประสิทธิภาพไม่ยั่งยืน แล้วก็ผลกระทบในเรื่องการพัฒนากับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ และที่สำคัญคือไปเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก ทำให้โลกใบนี้ร้อนขึ้น ส่งผลกระทบถึงเรื่องของธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม เป็นต้น
สุรนันทน์ : ท่านมีความรู้สึกว่าจิตสำนึกคนไทยเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร
สุวิทย์ : ในช่วงนี้รู้สึกจะตื่นตัวมากขึ้น ทั้งในส่วนของภาคราชการ ภาคเอกชน และประชาชน ต่างก็เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะว่าวันนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นถึงตัวแล้ว ถ้าไม่ถึงตัวเรา เราคงไม่รู้สึกอะไร
สุรนันทน์ : คนเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือยัง
สุวิทย์ : ยัง ปัญหาใหญ่ที่ผมไปประชุมในต่างประเทศก็เหมือนกัน ทุกๆ ประเทศจะพูดคล้ายๆ กัน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจะบอกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์ อีกครึ่งหนึ่งเป็นปัญหาเรื่องของการพัฒนา เอาเรื่องคนก่อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ วันนี้ผมคิดว่าเราทำเรื่องของวัตถุ เรื่องของโครงการต่างๆ ถ้าเราไม่แก้ที่คนซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล แก้ไม่ได้แน่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายสิบปี ผมคิดว่าสิ่งสำคัญเราคงต้องมาดูว่าเราจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ ในภาพรวมเราก็พยายามทำเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เรื่องของการกระตุ้นจิตสำนึก แล้วก็เรื่องของการฝึกอบรม การประชุมสัมมนา ส่วนหนึ่งที่เราทำคือในเรื่องของอาสาสมัครป้องกันรักษาป่า ซึ่งผมทำมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2538-2539 สมัยเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ทำเรื่องอาสาสมัครในหมู่บ้าน ในท้องถิ่น แล้วก็มาอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้าน ซึ่งมาทำกันเมื่อปี 2547
สุรนันทน์ : เป็นสิ่งที่ดีว่าคนรุ่นใหม่ หรือมีชาวบ้านที่เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมบางเรื่องก็มาเร็ว เพราะสะสมมานานอย่างกรณีของมาบตาพุดหรือกรณีของแม่เมาะ ซึ่งมีคำสั่งศาลออกมา หรือว่ากรณีที่ขยะฝังกลบต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้
สุวิทย์ : จริงๆ มาตรการตรงนี้เป็นมาตรการเฉพาะหน้า มาตรการเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ แต่ว่าเรื่องของมาตรการเรื่องการศึกษา เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาอะไรต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าวันนี้เราจะมาเอาเรื่องเฉพาะหน้า ไม่ไปมองเรื่องระยะยาวไม่ได้ ต้องทำไปพร้อมกัน เรื่องระยะสั้นในการดำเนินการจับกุมผู้บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า การดูแลปัญหาเรื่องน้ำทะเลที่สูงขึ้น เรื่องของการกัดเซาะชายฝั่ง เรื่องของป่าชายเลนที่ถูกทำลายไป เรื่องของสัตว์ป่า เรื่องของระบบนิเวศ
สุรนันทน์ : ท่านมีแผนว่ากี่ปีจะเปลี่ยนแปลงได้
สุวิทย์ : จริงๆ เรามีแผนอยู่แล้ว แผนยุทธศาสตร์เรื่องการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนตั้งแต่ปี 2008-2012 แผน 5 ปี แต่ว่าเรามีแผนปฏิบัติการ 3 ปี อย่างไรก็ตาม ผมว่าไม่ได้อยู่ที่แผนหรอก อยู่ที่จิตสำนึกของคนมากกว่า วันนี้ทุกคนทำได้หรือเปล่า ก่อนออกจากบ้าน ก่อนออกจากห้อง ปิดไฟ ปิดแอร์ อยู่ในบ้านถ้าไม่ร้อนจนเกินไปเปิดหน้าต่างได้หรือเปล่า ไม่ต้องเปิดแอร์
ทั้งนี้ ถ้าเปิดแอร์ก็ปรับอุณหภูมิที่เหมาะสม แทนที่จะปรับไว้ 20 องศา ไปที่ 25 27 28 องศาได้หรือเปล่า ญี่ปุ่นเขาทำที่ 28 องศาแล้ว พฤติกรรมต้องเปลี่ยนอะไรที่เป็นการสร้างมลภาวะ สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม เราสามารถลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ ลดการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้พลังงานที่สะอาด พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน
สุรนันทน์ : เรื่องกฎหมาย กลไกของรัฐ ยังมีข้อบกพร่องอะไรที่อยากจะเสนอบ้าง
สุวิทย์ : จริงๆ แล้วผมคิดว่ากฎหมายที่มีอยู่เราก็ปรับปรุงไปเยอะพอสมควร ตอนนี้เราก็มีการปรับปรุงระเบียบการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดูแลสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น กฎกติกาเรื่องการควบคุมมลพิษ ก่อนหน้านี้ผมก็เสนอมาตรการในการดูแลเรื่องการบริหารจัดการกากของเสียที่ เป็นอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม เป็นการลักลอบทิ้งอยู่ตรงโน้นตรงนี้ แล้วก็ผู้กำจัดกากเหล่านี้ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขกติกาที่กำหนดไว้ ก็มีกติกาที่ชัดเจนมากขึ้น โดยทำร่วมกับทางกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สุรนันทน์ : มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องสำคัญ อย่างเรื่องพลังงานทางเลือกต่างๆ
สุวิทย์ : พลังงานทางเลือกเป็นหัวใจสำคัญ เพราะว่าวันนี้ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า เงินที่ต้องเสียออกไปซึ่งจริงๆ แล้วเรามีพลังงานสีเขียว มีมันสำปะหลัง มีอ้อย มีพืชน้ำมัน เช่น น้ำมันปาล์ม ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนได้ จริงๆ แล้ว อี85 ตั้งแต่สมัยผมอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีการพูดกันในเรื่องนี้ ผมไปประชุมสัมมนาทั่วโลกเรื่องของ สิ่งแวดล้อม ทุกคนพูดถึงเรื่องนี้
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ของเรามีอยู่แล้ว ถ้าเราปลูกเองอยู่แล้ว ทีนี้มันสำปะหลังเราส่งออก ส่วนใหญ่ ถ้าเรานำกลับมาใช้ในเรื่องของการ ผลิตพลังงาน ทำเอทานอลจากมันสำปะหลัง ทำเอทานอลจากอ้อย จากน้ำตาล ที่เราผลิต ออกมาได้แล้วล้นตลาดอยู่ในขณะนี้ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน
รัฐบาลต้องเข้าไปประกันราคา ไปแทรกแซง เสียเงินเสียทองมากมาย ถ้าเรานำเอาพลังงานมาใช้ เกษตรกรก็ได้ประโยชน์ ประเทศก็ได้ประโยชน์จากการไม่ต้องสูญเสียเงินตราออกไปต่างประเทศ เงินก็จะอยู่ในประเทศ แล้วใช้พลังงานที่เราผลิตได้เองแล้วก็ไม่รู้จักหมดสิ้น เราจะลดเรื่องของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ วันนี้ปัญหาอยู่ที่ไหน คงจะอยู่ที่ต้นทุนก็ต้องพูดเรื่องระบบภาษี เราก็เลยศึกษาดูว่าเราจะทำอย่างไรบ้าง ก็มาถึงเรื่องของ Green Tax
แต่พอพูดเรื่อง Green Tax ทุกคนตกใจว่าจะเก็บอีกแล้วหรือ เรื่อง Green Tax กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราบอกว่า เรด คาร์บอน-เรด แท็กซ์ ถ้าลดคาร์บอนไดออกไซด์เราลดภาษีให้ ไม่ใช่เก็บภาษีเพิ่ม Green Tax คือการลดภาษี การนำเอาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมมาใช้แล้วเห็นผลชัดเจนว่าสามารถลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ ลดมลพิษได้
สุรนันทน์ : คือถ้าเป็นอย่างนี้รัฐก็พร้อมจะช่วย
สุวิทย์ : รัฐก็ช่วยเรื่องภาษี แล้วก็ส่งเสริมเรื่องการลงทุน ผมคุยกับทาง BOI คุยกับทางกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว เขายินดีที่จะสนับสนุนกระบวนการตรงนี้ เพราะฉะนั้น Green Tax จะเป็นการส่งเสริมเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สุรนันทน์ : ต้องเป็นกฎหมายหรือเปล่า
สุวิทย์ : จะต้องเป็นกฎหมาย อาจจะเป็นกฎหมายลูก เป็นประกาศ เป็นพระราชกฤษฎีกา ที่ทางกระทรวงการคลังสามารถที่จะออกได้ อันนี้ก็คงไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องเข้าสภา มาตรการเหล่านี้สามารถทำได้เลย แต่ว่าการลดภาษีไม่ได้หมายความว่าการเจริญเติบโตลดลง แต่จะเป็นการกระตุ้นให้การเจริญเติบโตมากขึ้น พอเราส่งเสริมเรื่องของการใช้พลังงานสะอาด พลังงาน สีเขียว โรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ วันนี้เขาบอกว่าตอนนี้เขาผลิตรถยนต์ อี85 ไม่ได้ เพราะว่าระบบภาษียังไม่คุ้มค่า ถ้าเราสามารถจะปรับให้ได้อัตราที่เหมาะสม โรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์เขาก็หันกลับมาผลิตรถยนต์ อี85 มากขึ้น เขาก็สามารถผลิตขายได้ การปะชุม จี8 จี20 แม้กระทั่งอาเซียนซัมมิตที่เพิ่งประชุมไปทุกแห่งเรื่องโลกร้อนเป็นประเด็น สำคัญเลย แล้วทุกคนบอกว่าจะต้องผนึกกำลังกันในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้