ขุดบ่อก่อศาลา
ขุดบ่อก่อศาลา
ผมเกิดที่ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2500 พอเท้าเท่าฝาหอยได้ไม่เท่าไหร่ ก็ถูกส่งตัวไปอยู่กับคุณปู่ที่ ซอยอารีสัมพันธ์ 3 กรุงเทพฯ
ถูกโยนเข้าโรงเรียนอนุบาลปฐมวัย อยู่ด้านหลังของศาลาไอศครีมชัยโฟร์โมสต์ แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
เรียนได้เพียงปีเดียว โรงเรียนก็ถูกไฟไหม้ สมัยนั้นแฟชั่นลอบเผาโรงเรียนทั่วประเทศ ยังไม่ฮิตเหมือนสมัยนี้ ข่าวไฟไหม้โรงเรียนจึงไม่ได้มีขึ้นหน้าหนึ่งบ่อยนัก แต่สิ่งที่มาพร้อมกับเปลวไฟก็คือ ความสุขกายสบายใจที่ผมได้มีโอกาส กลับไป ออกลิงออกค่างŽ ที่เขาสวนกวางอย่างภาคภูมิ
ใครไม่ชอบบ้าง ได้อยู่ใกล้พ่อใกล้แม่ แถมตัวผมเองยังรักกลิ่นโคลนสาบควายหัวปักหัวปำ
ผมเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 6 คน แค่เพียงป. 2 ผมก็ได้เข้าโรงเรียนฝรั่งแล้ว ชื่อว่าโรงเรียนมหาไถ่ เพิ่งเปิดในตัวเมืองขอนแก่นได้ไม่นานในยุคสมัยนั้น
ส่วนตอนป.1 หรือป.ขี้ไก่ที่ใครๆ ชอบเรียกกัน ผมเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนสงเคราะห์นิยม
ที่มหาไถ่ทำให้ผมได้ทำความรู้จักกับภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีเอามากๆ
สมัยนั้นกว่าเด็กจะได้เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนรัฐ ก็ต้องรอเอาเป็นเด็กโข่ง ตอน ป.5- ป.6 แล้ว
แหม! โชคดีเป็นบ้าŽ ผมบอกกับตัวเอง
ได้เรียนภาษาปะกิดก่อนเพื่อน ก็ได้รับการปลูกฝังก่อนใคร แถมยังโชคสองชั้น เราเป็นชาวพุทธ แต่ได้มีโอกาสเรียนรู้ไบเบิล
ที่มหาไถ่ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนไบเบิลจนหมดเล่ม และเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การเรียนรู้ในศาสนาอื่นอย่างอิสลาม
ผมได้รู้ว่า ศาสนาอื่นเขาสอนเขาคิดกันอย่างไร วิธีการที่เขานำเสนอ วิธีการชักชวนคนให้เข้ามานับถือศาสนา เป็นอะไรที่คนอื่น ไม่มีโอกาสเหมือนเรา
ถือเป็นส่วนน้อยมากที่คนยุคนั้นจะมีโอกาสแบบนี้
ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี เพียงแต่ว่ามีรากฐานวิธีคิดที่แตกต่าง ผิดแผกกันออกไป มีกุศโลบาย มีการสร้างความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป
ก๋งผมหอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน แล้วก็ได้พบรักกับคุณย่า ซึ่งอาศัยอยู่แถวบางลำพูล่าง สมัยนั้นบางลำพูล่างกินอาณาเขตที่นายาวไกลไปจนถึงฝั่งธน แล้วก็ให้กำเนิดคุณพ่อผม แล้วก็เป็นผมในเวลาต่อมา
ครอบครัวทางฝั่งคุณแม่ ก๋งก็มาจากเมืองจีน ส่วนคุณยายสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณบุรี ครอบครัวของเราก็เลยเป็น สหวัฒนธรรม (Multi Cultural) ที่มีใจเป็นหนึ่งเดียวคือ ธรรมะธัมโมกันทั้งตระกูล
ผมได้เรียนรู้ความขยันขันแข็งแบบคนจีน ที่ไม่มีอะไรติดตัวมากไปกว่าเสื่อผืนหมอนใบ ได้เรียนรู้ความยากลำบาก การสร้างเนื้อสร้างตัว คุณค่าของเงิน คุณค่าของงาน ที่ซึมซับอยู่ในทุกอณูสายเลือด
ถึงแม้รุ่นผมจะสบายกว่ารุ่นก๋งรุ่นย่า รุ่นตารุ่นยายอยู่มาก เพราะพออายุ 15 ปี ทางบ้านก็เตรียมที่เตรียมทาง ซื้อปั๊มน้ำมันสามทหาร ตรงสี่แยกดินแดง กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันนี้คือปั๊มเชลล์ไว้ให้เป็นมรดกตกทอดของผม
แต่ชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ผมเริ่มทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อย เรียกว่าพอแตกเนื้อหนุ่มได้ไม่นาน ก็ข้ามช็อตสู่วัยทำงานแบบผู้ใหญ่เลย
ผมทำชีวิตวัยรุ่นหล่นหายไปกับถนนลูกรังในเขาสวนกวาง ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ผมรู้จักการบริหารเวลาตั้งแต่นุ่งขาสั้น เพราะทุกอย่างต้องจัดสรรให้ลงตัวหมด ตอนเช้าไปเรียนหนังสือ ตกเย็นก็มาดูลูกทีมเปลี่ยนกะทำงาน นั่งจดเลขปั๊มขายน้ำมันได้เท่าไหร่ คิดเป็นกี่ลิตร สิริรวมแล้วได้เงินกี่บาท ไหนจะต้องวางแผนสั่งซื้อน้ำมัน
ถือเป็นเจ้าของกิจการที่อายุน้อยที่สุด แต่ก็มีวิชาความรู้ติดตัวมากที่สุด ถ้าเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
ทุกครอบครัวมักจะมีคุณพ่อหรือคุณแม่ บางทีก็ทั้งสองคนเป็นต้นแบบสำหรับลูกๆ ผมเห็นคุณพ่อทำงานตั้งแต่เด็กๆ แค่ 11 ปีก็หลังขดหลังแข็ง ทำงานไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อยแล้ว พอถึงตาผมบ้างก็เลยถ่ายทอดยีนส์ถึงกัน ราวกับเป็นซูเปอร์แมนรีเทิร์น
ครอบครัวของผม คุณย่าท่านนับถือหลวงพ่อโอภาสี วัดบางมด เป็นหลักในการยึดเหนี่ยวนำจิตใจ พวกเราทุกคนในบ้านก็เลยพลอยนับถือไปด้วย
คุณย่าสอนให้สวดมนต์ภาวนาตั้งแต่เล็กๆ ถือเป็นการปลูกฝังที่เยี่ยมยอด คุณย่าท่านธรรมะธัมโม ชอบทำบุญสุนทาน สวดมนต์ไหว้พระทุกคืน
ผมเป็นหลานชายโปรดเพียงคนเดียว ที่คุณย่าเอามานอนด้วย ท่านอาจจะมองว่าเป็นหมอนข้างใบโตที่ดิ้นขลุกขลักไปมาได้ ภายใต้ผ้าห่มกองขยุกขยิก
คุณย่าชอบพาผมไปนอนที่ห้องพระ สอนให้สวดมนต์ทุกวัน จนลูกหลานในบ้านทุกวันนี้ต่างท่องมนต์บทเดียวกับสมัยคุณย่าได้หมด ราวกับเป็นพินัยกรรมตกทอดประจำตระกูล
อิติสุคะโต อะระหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหังŽ
ก่อนนอนผมต้องสวดมนต์เป็นประจำทุกค่ำคืน มิน่าคนโบราณถึงไม่ให้ข้ามหมอน ผิดกับเด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องรู้ราว ชอบไปเหยียบ ไปข้ามหมอน ซึ่งโบราณเขาถือ
ผมสวดมนต์ไหว้พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ครูอุปัฌาย์ อาจารย์ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณทุกคน
ครอบครัวของเราปลูกฝังทุกคนตั้งแต่เด็ก ปูฐานรากการมีธรรมะในใจ มีสัตย์มีศีล คนเราถ้ารักษาศีล 5 ได้ บ้านเมืองก็จะสงบสุข
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ขอแค่คำปฏิญาณลูกเสือ 3 ข้อก็ยังถือว่าเพียงพอ อย่างน้อยที่สุด ถ้าทุกคนที่เคยเป็นลูกเสือ เป็นเนตรนารี ยึดมั่นถือมั่นหลักการเอาไว้ได้
แค่นี้บ้านเมืองก็สงบสุขแล้ว
ก๋งมองลู่ทางอพยพไปอยู่เขาสวนกวาง ตั้งแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นคุณพ่อผมเพิ่งจะอายุได้เพียง 11 ปีเท่านั้น
เขาสวนกวางในเวลานั้น ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ผมเคยชินกับชีวิตที่ต้องนอนกางมุ้ง จุดตะเกียงเจ้าพายุ ตักน้ำดื่มน้ำกินจากบ่อ
สองฝ่าเท้าคุ้นเคยกับดินทราย ดินลูกรัง ราวกับเพื่อนยากกันแรมปี
ที่บ้านทำกิจการโรงสีถือว่ามีอันจะกิน แต่ครอบครัวของเราก็ไม่เคยฟุ่มเฟือย แต่ด้วยกิจการขนาดไม่เล็ก บ้านผมก็เลยมีรถเชฟ โรเลตมากคันที่สุดในจังหวัด
เวลาคุณพ่อขับรถตะเวนไปซื้อข้าวตามหมู่บ้าน ชาวบ้านจะขออาศัยติดรถเรามาตลาด เพื่อแวะซื้อข้าวของ ตกค่ำก็อาศัยนอนกับเราที่โรงสี พอตื่นเช้ามาก็ติดไปกับรถเพื่อกลับบ้าน
วิถีชีวิตแบบนี้ ทำให้ผมมีความผูกพันกับชาวบ้านมาก โดยเฉพาะเทศกาลทำบุญ สร้างโบสถ์ คุณย่ามักจะสอนว่า ทำบุญให้มากเข้าไว้ ตายไปจะได้ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้า
เราต้องขุดบ่อก่อศาลา เตรียมที่ทางบุญเอาไว้Ž คุณย่าว่าอย่างนั้น
เด็กตัวกระเปี๊ยกใครบ้างล่ะ ไม่อยากเป็นเทวดา
ผมก็ชอบใจใหญ่เลยสิ ตั้งอกตั้งใจสวดมนต์ ขยันทำบุญ ขุดบ่อก่อศาลา จนได้มีโอกาสคลุกคลีกับชาวบ้านทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็ก
ที่บ้านผมมีคนมาอยู่รวมกันทุกระดับ ขี่รถเบนซ์คันโก้มาก็มี ยากจนเข็ญใจก็แยะ สภาพสังคมแบบนี้ ทำให้ผมซึมซาบ ไม่เคยคิดดูถูกคน
ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหน ทุกคนล้วนมีสิทธิความเป็นคน เท่าเทียมกัน
ทางด้านฝั่งคุณตาคุณยาก็ใช่ย่อย ขยันทำบุญกุศลพอกัน ทั้งสองท่านเป็นประธานมูลนิธิ จิตกุศลŽ ที่ขอนแก่น
คงไม่เกินเลยนัก ถ้าผมจะบอกว่า ครอบครัวของผมอบอุ่นและเป็นสุขที่สุดในโลก
คุณแม่ผมมีใบหน้าสวยชวนพิศ จนมีตำแหน่งนางงามขอนแก่นรั้งท้าย จนถ้วยรางวัลเต็มบ้านเต็มตู้ไปหมด มีชายหนุ่มมากหน้าหลายตามาด้อมๆ มองๆ
แต่สุดท้ายก็ติดหล่มคารมคุณพ่อนี่หละ ที่ขยันแวะเวียนไปเชียร์นางงามขอนแก่น จนติดขอบเวที
ผมยังจำได้ถึงกระโปรงบานเป็นสุ่มไก่ของคุณแม่ แต่พอท่านสวมใส่แล้ว ก็ชวนมองไม่วางตาอย่างที่คุณพ่อว่าไว้จริงๆ
ความมีอันจะกินในฐานะคหบดีแห่งเมืองขอนแก่น ไม่ได้ผลักไสให้ชีวิตของผมอู้ฟู่ ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตหลายอย่างจากบุพการีทั้งสอง เรียนรู้หลักธรรมคำสอนที่ไม่มีวันตาย จากคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย
นิสัยใจคอส่วนตัวของผม หลังจากได้รับการบ่มเพาะ ฟูมฟักมาอย่างดีก็คือ ความเป็นคนไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร ไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง เป็นคนมีเหตุมีผล มีหลักในการดำเนินชีวิต
ที่สำคัญผมเป็นคนขี้อายขนาดหนัก เพิ่งมาหายขาดตอนกระโจนสู่สนามการเมืองโน่นหละ
แต่บทจะสู้ เลือดเข้าตาขึ้นมา ผมก็ไม่เข้าใครออกใครเหมือนกัน
จำได้ว่า ครั้งหนึ่งตอนสมัยอยู่มศ. 1 โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ ผมถูกเพื่อนร่วมรุ่นล้อซ้ำซากทุกวี่ทุกวัน เรื่องความเป็นเด็กบ้านนอก โดนกระเซ้าเย้าแหย่ไม่มีเว้น
โดยธรรมชาติของเรา ไม่ชอบมีเรื่องมีราว ใครอยากว่าอะไรก็เฉย ช่างเขาเถอะน่า
ถึงวันหนึ่งอดรนทนไม่ได้ โดนแกล้งหนัก ไม่พูดพล่ามทำเพลง ปราดเข้าไปชกเสยถึงคางลูกไอ้ช่างล้อเข้าเต็มๆ
แค่หมัดเดียว จากนั้นเราสองคนก็กอดคอเป็นเพื่อนรักกันไปเลย
แต่ขอโทษ! คนละเวอร์ชั่นกับ เพื่อน กูรักมึงว่ะŽ ที่ออกฉายตามโรง เมื่อไม่นานมานี้นะครับ ยุคนั้นยังเร็วไป ขอบอก
โทษฐานการแสดงตนเป็น ลูกผู้ชายตัวจริงŽ กระทิงดุคราวนั้น ทำให้นิ้วกลางของผมหักงอจนถึงทุกวันนี้
แค่หมัดเดียวเท่านั้นนะ ถ้ารัวกำปั้นใส่ ป่านนี้ผมคงเซ็นชื่ออนุมัติโครงการเมกะโปรเจกต์ไม่ได้ เพราะทุกนิ้วพร้อมใจกันงอหมด
จากนั้นก็ไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับใคร ถึงเวลาสู้ เราก็สู้ เพียงแต่โดยส่วนตัว เป็นคนไม่ชอบความรุนแรงอะไรกับใคร
นิยมความเป็นคนมีเหตุมีผลแบบปัญญาชน มากกว่าเป็นหมู่ชนอับจนปัญญา
ชีวิตวัยเด็ก ก็มีบ้างโลดโผนแบบเด็กๆ แต่เวลาส่วนใหญ่ผมอยากเป็นนักคิด นักค้นคว้าแบบไอสไตน์มากกว่า
อีสานขึ้นชื่อเรื่องงานบุญบั้งไฟ มีหรือไอทีจีเนียสรุ่นกระเตาะอย่างผมจะพลาด จัดการชวนพลพรรค ตั้งทีมวิจัยและพัฒนาบั้งไฟเล็ก ทดลองเผาถ่าน ผสมกำมะถัน ทำดินปืน พอเผลอก็ทำไฟไหม้ติดมือบ้าง
ความใฝ่ฝันในวัยเด็ก ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลอง เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ถือเป็นวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้าน
ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่า เขาฉลาดและไม่ได้เบาปัญญา อย่างที่นักการเมืองหลายคนชอบคิด
ผมมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้เวลาจะเนิ่นนานหลายปีจนเข้าสู่วัยกลางคน 2-3 ปีที่แล้ว ผมป่วยหนักเป็นเส้นเลือดในสมองแตก จากการทำงานหนักมากเกินไป จนต้องออกจากรัฐบาล
ผมนอนรักษาตัวอยู่นานหลายสัปดาห์ ความเชื่อในเรื่อง ขุดบ่อก่อศาลาŽ ทำให้ผมไม่เคยละเว้นการสวดมนต์
ผมเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อในเรื่องการมีสติ มีสมาธิ ตั้งสติแล้วภาวนาตลอด จนมีความรู้สึกว่า อาการปวดตุ๊บที่ท้ายทอยทุเลาลง
เช้าวันถัดมาลูกเมียพาผมไปสแกนที่ศีรษะ ปรากฏว่ามีเลือดออกคั่ง แต่ไม่มีอาการทางสมอง หมอเองก็ตัดสินใจไม่ได้ว่า เลือดออกขนาดนี้ สมควรเจาะออกดีหรือไม่
โชคดีดร.ปิแอร์อาจารย์หมอจากต่างประเทศ บินมาสอนนักเรียนแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่พอดี ก็เลยตัดสินใจดำเนินการฉีดสี
ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในชีวิต ก็เลยเรียกลูกเมียมาสั่งเสีย การรักษาเป็นไปด้วยดี ผมรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่
ชีวิตที่ดูเหมือนก้าวข้ามผ่านความตาย ทำให้ผมไม่รู้สึกกริ่งเกรงอะไรอีกเลย ทุกวันนี้ผมยังจำคำสอนคุณย่าได้แม่น เราต้องขุดบ่อก่อศาลา สร้างบุญกุศลไว้มากๆ นะลูกนะ