ท.ทหารอดทน
ท.ทหารอดทน
หลังเรียนจบ มศ. 5 โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ผมก็แน่ใจกับตัวเองแล้วว่า อยากเป็นหมอŽ ด้วยใจรักและมุ่งมั่นเรียนรู้ ค้นคว้า หาตรรกะในมุมมองวิทยาศาสตร์ ที่สามารถเอามาอธิบายความเป็นไปของสสารบนโลกใบนี้ได้ทุกเมื่อ
อีกสาเหตุหลักที่อยากเรียน ก็เป็นเพราะว่า ขณะนั้นเมืองไทยมีปัญหา 16 ตุลาใหม่ๆ คอมมิวนิสต์บุกเข้ายึดพื้นที่แถวเขาสวนกวาง ภาพรวมประเทศก็กำลังตกต่ำ ประสบกับปัญหาความยากจน หมอขาดแคลนทุกพื้นที่
ครั้งหนึ่งที่ผมโดนปี๊ปน้ำมันก๊าซบาด ด้วยความเผลอเรอ ทำเอาเลือดโชก แถวบ้านไม่มีสุขศาลา ผมต้องฝืนทนตีตั๋วรถไฟวิ่งเข้าไปในตัวเมือง ระยะทาง 50 กิโลเมตร เพื่อให้หมอในเมืองเย็บให้
ในเมื่อเรารู้ เราเห็นปัญหา ฉะนั้นอาชีพหมอน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในเวลานั้น เพราะเป็นอาชีพเดียวที่ดำรงอยู่ในสังคมไหนก็ได้
ใครๆ ก็ต้องพึ่งพาหมอกันทั้งนั้น
คนบ้านนอกเวลาไปหาหมอรักษา เงิน 15 บาท 20 บาท ยังแทบไม่มีติดตัว หมอที่ดีมีจรรยาบรรณ สามารถดูแลคนยากจนได้ และต้องเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าเงินตรา นั่นคือความรู้สึกของผมจากวันนั้นจวบจนทุกวันนี้
ชาวบ้านหลายคนไม่มีแม้แต่เศษเงินค่ารถ ให้ลูกไปขึ้นทะเบียนทหาร คิดดูก็แล้วกันว่า คนบ้านนอกมีชีวิตแร้นแค้นฝืดเคืองมากแค่ไหน
คนไม่เคยสัมผัสกับความยากจน ไม่มีโอกาสรู้หรอก
ผมสอบเอ็นทรานซ์ด้วยใจมุ่งมั่น อยากเป็นหมอ อยากเป็นหมอ เอาเข้าจริงกลับสอบไม่ติด แทนที่จะคิดมากให้ป่วยการ ผมตัดสินใจเปิดสมองไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา มลรัฐมิสซูรี่ ที่น้องชายคนถัดจากผม กำลังศึกษาอยู่
น้องผมเรียนอยู่โรงเรียนทหาร Kemper Military School and College
กะว่าไปเยี่ยมเยียนกันแค่ 15 วัน มารู้ตัวอีกทีผมใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาโดยไม่ได้กลับบ้านนานถึง 6 ปี
ตอนไปก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่นาน วีซ่าที่ขอไปก็เป็นนักท่องเที่ยว แต่พอไปเจออเมริกันแฟมิลี่ ครอบครัวลาแมร์ ที่คุณอาเคยพักอาศัยอยู่ด้วย จนมีความผูกพันชิดเชื้อ ลากยาวมาถึงดูแลน้องชายของผมคนนี้
แม่ฝรั่งถามผมว่า ตอนนี้ทำอะไรอยู่?Ž ผมก็ตอบเรื่อยๆ ว่า รอเอ็นทรานซ์ใหม่อยู่Ž เธอย้อนถามกลับสั้นๆ ทำไมไม่เรียนที่นี่เสียเลยŽ ผมก็ว่า มาวีซ่านักท่องเที่ยว ถ้าเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนได้ก็จะเรียนŽ ว่าพลางก็หัวเราะร่วน
ใจก็คิดว่า ก็ไม่เลวนะ ถ้าคิดมาเรียนที่นี่ เรียนโรงเรียนทหารก็เหมือนกับอยู่โรงเรียนประจำของครอบครัว เพราะทั้งอา ทั้งน้องชายก็มาวางรากฐานอยู่ก่อนแล้ว
เราก็คิด เออ! น่าสนใจดี เรียนก็เรียน เพื่อไม่ให้เสียเวลา
ความใฝ่ฝันอยากเป็นหมอของผม ยังไม่มอดดับ ที่เคมเปอร์มีหลักสูตร Pre-Medical หรือโรงเรียนเตรียมแพทย์บรรจุอยู่ด้วย
ได้อยู่โรงเรียนทหาร ใส่เครื่องแบบเท่อย่าบอกใคร ไม่ต่างจากโรงเรียนนายร้อยบ้านเรา เรียนจบ 2 ปีก็ได้อนุปริญญา แถมติดยศร้อยตรีประจำกองทัพให้อีก
น้องชายผมใช้เวลาเรียนไฮสคูล 2 ปี เรียนคอลเลจต่ออีก 2 ปี ได้อนุปริญญา ได้ติดยศร้อยตรีทหารประจำกองทัพสหรัฐ แต่ไม่มีสิทธิ์เพราะไม่ได้เป็นพลเมืองอเมริกัน
ส่วนตัวผมเรียนอยู่ได้เพียงปีเดียว แล้วชีวิตก็ติดปีกบินปร๋อต่อไป
ถึงจะใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนทหารได้เพียงปีเดียว แต่ผมก็ถือว่า เป็นประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญและมีค่ามาก เคมเปอร์ให้จิตวิญญาณแห่งน้ำอดน้ำทนกับผม และเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่ผมไม่มีวันลืม
ช่วงน้องผมอยู่ไฮสคูล ผมอยู่คอลเลจ ถึงจะรั้วโรงเรียนเดียวกัน นอนบ้านเดียวกัน แต่เราสองคนแทบไม่เจอหน้ากัน เพราะกิจกรรมโรงเรียนมีมากมายไม่หวาดไม่ไหว
อยู่เมืองไทยถึงจะเล่าเรียนประถมมหาไถ่ มัธยมโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ได้คะแนนภาษาอังกฤษดีเยี่ยม แต่ชีวิตการเรียนรู้จริงๆ ในอเมริกา ภาษาของผมแย่ยิ่งกว่างูๆ ปลาๆ
แม่ฝรั่งจัดการเรื่องวีซ่านักศึกษาให้จนแล้วเสร็จ ต้องทำเรื่องขออนุมัติสถานทูตไทยที่วอชิงตันให้ผมได้เรียนที่นี่ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลไทยเสียก่อน นักศึกษาไทยถึงจะมีสิทธิ์ศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารได้
ผมทำเรื่องขอเอกสารผ่านการศึกษาวิชา รด. จากประเทศไทย เพื่อยกเว้นการเรียนหลักสูตรวิชาทหารเบื้องต้น ประหยัดค่าหน่วยกิตไปได้โข
ภาษาอังกฤษผมดีวันดีคืนหลังผ่านการเรียนรู้ และฝึกฝนอย่างเคี่ยวกรำในสถานศึกษาแห่งนี้
เคมเปอร์ไม่ได้สอนเพียงแค่ให้มีวิชาความรู้ติดตัว แต่แฝงปรัชญามุ่งมั่น ต้องการให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีพลานามัยดี
เป็นคนที่มีความพร้อมทุกอย่าง มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีเกียรติยศ ศักดิ์ศรี มีความซื่อสัตย์ และอีกหลายๆ มีŽ ที่จาระไนไม่หมด
ยังจำได้ดีถึงวันแรกที่ไปสมัครเรียน ก็ไปรับเครื่องแบบติดเต็มยศ มีชุดทหารครบเซ็ต ทั้งแขนสั้น แขนยาว ชุดใส่ลำลองเวลาไม่ได้ทรงเครื่องเต็มยศ ชุดสนาม ชุดกีฬา ทุกอย่างดูเป็นระเบียบ เป็นสัดส่วนไปหมด
โรงเรียนทหารสอนให้รู้ว่า กางเกงในต้องพับอย่างไร จัดวางเสื้อผ้าในตู้เรียงอย่างไร แขวนอย่างไร เครื่องแบบเครื่องหมายทหารต้องขัดให้มัน
ไปเรียนสัปดาห์แรก ครูฝึกอนุญาตให้ไปเที่ยวในตัวเมืองได้ ภายใต้เงื่อนไขเดียว ต้องขัดรองเท้าให้มันวับ
ผมใช้เวลาครึ่งค่อนวัน ขัดแล้ว ขัดอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ขัดใหญ่เลย มองว่า เออน่า! คงได้ที่แล้วหละ โอ้โห มันวาวมากขนาดนี้แล้วนี่ ขนาดส่องกระจกดูใบหน้าหล่อเหลาของเราได้เต็มตา
พอหอบหิ้วไปให้ครูฝึกทีไร ถูกปฏิเสธกลับมาว่า ไม่มันซะที
แล้วความหมาย มันๆŽ ของครูฝึก มันตีความว่าอย่างไรกันล่ะฟะ? ผมชักจะโมโหแล้ว
ต้องยิ้มแล้วเห็นไรฟันŽ เขามีวิธีขัดเรียกว่า Spit Shine หรือรุ่นน้ำลายขัด วิธีการก็คือ เอาน้ำยาขัดกีวีมาทารองเท้า แล้วเอาไฟลน ให้ละลายเสมอกัน เอาผ้าบางๆ มาหมุนวนเป็นก้นหอย
หมุนแล้วหมุนอีก หมุนแล้วหมุนอีก กระทั่งเหมือนกับเรากำลังเคลือบ
ผมเพิ่งถึง บางอ้อŽ ก็ตอนนี้เอง
ผมเป็นชนกลุ่มน้อยในชนกลุ่มมาก หลากหลายสัญชาติ ทั้งเม็กซิกัน กวม เวอร์จิ้นไอร์แลนด์ ฯลฯ
ผมมีเพื่อนอยู่รอบตัว ยกกันมาทั้งอเมริกา จากอลาสก้า เท็กซัส ฟลอริดา นิวยอร์ค นิวเจอร์ซี่ มิชิแกน อินเดียน่า
จำได้ว่าวันแรกของการเรียนการสอน เด็กใหม่Ž ทุกคนต้องออกวิ่ง เรียกว่า ไม่ให้ตั้งหลัก ตัวผมเองไม่เคยวิ่งไกลมาก่อน วิ่งสองไมล์แล้วกลับเข้าแถววนไปวิ่งใหม่อีก
เหนื่อยก็เหนื่อย ขาก็ปวด แต่ถ้าเราไม่วิ่งให้ครบ อายคนอื่นตายเลย แถมอาจเสียสถาบันคนไทย ชนชาติที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ได้อีก
ฉะนั้น ต้องวิ่งให้ครบ แล้วผมก็ทำได้ พร้อมกับเสียงหอบแฮ่กๆ ตามติด
อยู่ในห้องพักผมต้องทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมของห้องให้ใหม่เอี่ยมเรี่ยมแปร้ เตียงต้องพับมุมลงมา มีผ้าขาวพาดอยู่ ต้องให้ได้เก้านิ้ว
จากหัวเตียงลงมา ผ้าห่มต้องได้ขนาด 14 นิ้ว หมอนจะพับอย่างไร ผ้าห่มต้องตึงให้ตึง ขนาดที่ว่าเวลาโยนเหรียญควอเตอร์ลงไปแล้วไซร้ เหรียญต้องเด้งกระเด็นกระดอนไปมาได้
รองเท้าก็เหมือนกัน ต้องเรียงจากรองเท้าเทนนิส มาเป็นรองเท้าหนัง รองเท้าบู๊ท มุมหนังสือต้องเรียงจากซ้ายไปขวา ทุกอย่างต้องถูกจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งหมด
ต้องทำความสะอาดทั้งห้อง พื้นลงแวกซ์ ทำเองหมดด้วยแรงกายแรงใจ ไม่ใช่แรงบ่นของลมปาก
สิ่งหนึ่งที่ครูฝึกไม่เคยแย้มพรายแม้แต่น้อยคือ เขาไม่เคยบอกเลยว่า ฝุ่นเหนือสวิทชไฟตรงขอบเล็กๆ ที่เราเกือบทุกคนมักมองข้ามมันไป ต้องจัดการกับมันเสียด้วยนะ
ครูฝึกใส่ถุงมือสีขาวสะอาด ปาดรอยฝุ่นอย่างเชื่องช้า ราวกับปาดเนยแข็งบนขนมปังก็ไม่ปาน
ฝุ่นหนาเตอะ หักหนึ่งคะแนนŽ เอาแล้วสิ ครูฝึกท่านเล่นบทโหด โดนเข้าแล้วไหมล่ะ
ที่เคมเปอร์ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการเรียนรู้ โดยเฉพาะกับภาษาอังกฤษ ผมมาอเมริกาพร้อมกับพจนานุกรมหนาเตอะ อ่านตำราไป พลิกพจนานุกรมไป
แรกๆ ก็เพลิดเพลินบันเทิงใจ อยู่ๆ ไปมือเริ่มหงิก เปิดไปเปิดมา ชักเปิดไม่ไหว มันต้องเปิดอยู่เรื่อย
ไม่เอาดีกว่า ตัดสินใจโยนดิกชันนารีทิ้ง ฝึกการเรียนรู้แบบฝรั่ง ไม่เข้าตาจนจริงๆ ไม่ง้อ
ดิกฯ หรอกน่า
แรกๆ ก็ให้อึดอัดขัดเคืองหัวใจ อยู่ๆ ไปก็เริ่มชิน และดำเนินชีวิตตามแบบเมริกัน อย่างเข้าที่เข้าทาง
ที่สำคัญคือ การฟัง พูด และเขียนแบบฝรั่ง เป็นเรื่องที่ผมเก็บเกี่ยวได้เยอะ โรงเรียนทหารสอนศัพท์แสลงทั้งในและนอกรั้วโรงเรียน มีครบถ้วนทุกเวอร์ชั่น เราเรียนรู้ได้หมด
อย่างไรก็ดี ด้วยความเป็นคนไทย สำเนียงการออกเสียงบางอย่าง ก็ยังเป็นที่โดนล้อ โดนอำอย่างขบขันในหมู่เพื่อนฝูง
เพียงแต่ว่าการล้อไม่ใช่เรื่องของการดูถูก ฝรั่งเขามีวิธีการพูด การสอน เพื่อปรับปรุงการออกเสียงของเรา ให้ชัดเจน ถูกต้อง
ผ่านไปสองเดือนภาษาอังกฤษของผมเยี่ยมไปเลย ที่เคยโดนล้อก็แก้ได้หมด อย่างเช่น ตัวอาร์ ทีเอช ซีเอช
สำเนียงการพูดก็เริ่มคุ้นหูฝรั่ง สื่อสารกันเข้าใจมากขึ้น ฝรั่งมีสำเนียงหลากหลาย แตกต่างกันออกไป คนทางใต้หน่อยก็พูดเสียงเหน่อ คนอิงแลนด์จะพูดเสียงเร็ว นิวเจอร์ซี่จะมีสำเนียงของอิตาเลียนปนอยู่
ผมมักทำเสียงล้อเลียนได้เกือบทุกสำเนียง อย่างเช่น เท็กซัส เป็นที่สนุกสนานเฮฮาในหมู่เพื่อนฝูง ภาษาเม็กซิกันก็เลียนเสียงได้ ทุกวันนี้เวลามีประชุมใหญ่ระดับโลก ระหว่างปรึกษาหารือกัน ผมจะแกล้งทำเป็นหยอดภาษาโปรตุเกสสองสามคำ พอให้คนขำๆ เฮฮาดี
เวลาต่างชาติพูดกัน เขาไม่คิดว่าเราจะฟังรู้เรื่อง แต่เราก็แปลได้หมด เพราะความที่ต้องเดินทางไปประชุมนานาชาติบ่อย
ปีหนึ่งผมต้องเดินทางไปประชุมเมืองนอกไม่น้อยกว่า 4 เดือน ไปครั้งหนึ่งก็ตกร่วม 15-20 วัน ยิ่งทำให้ผมกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาสากลมากยิ่งขึ้น
ผมเคยได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการบริหาร สหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union หรือ IPU) ตอนอายุ 30 ถือเป็นตำแหน่งระหว่างประเทศที่สำคัญ มีสมาชิกรวมกัน 120 ประเทศ ใช้วิธีลงคะแนนลับให้เลือกได้ 8 ประเทศ แล้วคัดออกเหลือแค่ 4
ชื่อผมติดเป็นอันดับสองรองจากจีน ถือเป็นช่วงเวลาที่แสนคุ้มค่า หลังจากหาเสียงจนคอแห้งผากอยู่สองปี
ผมกลายเป็นนักการเมืองอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ IPU จนวันนี้ไม่มีใครทำลายสถิติผมได้ ในฐานะคนไทยคนแรกที่เข้าไปโลดแล่นอยู่ในเวทีโลกตั้งแต่อายุ 30
แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลานั้น (ปี 2530) คนไทยเรายังไม่ค่อยให้ความสนใจกับข่าวต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวในแวดวงการเมืองระดับโลกมากนัก
สำหรับผมแล้วนี่ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมากที่สุดอีกตำแหน่งหนึ่ง เทียบเท่ากับหัวหน้ารัฐบาล เวลาไปดูงานต่างประเทศ เขาจะพาไปพบกับนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา หรือแม้แต่ประธานาธิบดี เพราะถือว่าเป็นวีไอพีเหมือนกัน
ตอนอยู่โรงเรียนทหาร มีหลายครั้งที่ผมกวาดรางวัลน้อยใหญ่มาแทบเกลี้ยง อย่างเช่น รางวัลประกวดระเบียบแถวดีเด่นที่สุดของกลุ่มเด็กใหม่
ซ้ายหัน ขวาหัน กลับหลังหัน หน้าเดินŽ เป็นรางวัลที่ให้สำหรับท่าทางทะมัดทะแมง สง่างาม นอกจากนี้ก็มีรางวัลเกียรติยศสำหรับนักเรียนต่างชาติดีเด่นอีก 4 ประเภท
ผมได้ครบทุกประเภท จนเป็นที่ฮือฮาแก่เพื่อนฝูง
ถึงแม้โรงเรียนทหารจะให้อะไรกับผมเยอะมาก แต่หัวใจเรียกร้องอยากเป็นหมอ ก็ยังไม่ลดละ ในที่สุดผมก็ออกเดินทางอีกครั้ง ไปตามหาความฝันของผม
วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน ครูฝึกพยายามขอร้องให้ผมอยู่ศึกษาต่อ พร้อมกับเสนอยศผู้กองให้ ผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้วก็เลยปฏิเสธท่านไป
พอเปลี่ยนที่เรียน ชีวิตก็เปลี่ยนไป ขวบปีของโรงเรียนทหาร ทำให้ผมเคยชินกับความมีระเบียบวินัย การทำงานทุกอย่างตามตารางเวลา การกินการอยู่
ผมไปเรียนต่อวิชาเอกเคมี ซึ่งถือว่ายังเป็นสาขาหนึ่งของหลักสูตร Pre Medical อยู่ ก่อนหน้านั้นผมเคยไปติดต่ออยากเข้าเรียนโรงเรียนแพทย์ ซึ่งถือเป็นอาชีพที่ขาดแคลนอย่างมากในอเมริกาปี 1970
แต่เขาสงวนไว้เฉพาะคนในมลรัฐ ส่วนคนนอกรัฐรับน้อยมาก แล้วอย่างผมล่ะ? ยิ่งเป็นคนต่างชาติ ฉะนั้นโอกาสที่เขาจะรับมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์
ก็เลยหันมาปรับกลยุทธ์ใหม่ หันไปเน้นเรียนทางด้านเคมีชีวะแทน ตลอดเวลาที่เรียนในอเมริกา ผมหาเงินเรียนเองตลอด และปฏิเสธเงินที่ทางบ้านส่งมาให้นับแต่นั้น
ด้วยความที่ผมทำงานตั้งแต่เด็ก เรารู้ดีว่าเงินแต่ละบาท แต่ละสตางค์ ล้วนหามาได้ด้วยความยากลำบาก จึงต้องรู้จักคิดรู้จักใช้ เวลาจะควักแต่ละที ผมต้องเอาอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอล์ในสมัยนั้นคูณเข้าไป
พอคำนวณแล้ว เปลี่ยนใจเอาเงินคืนกลับไปในกระเป๋าดีกว่า เพราะทุกอย่างล้วนแพงได้ใจ
ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมก็ไม่กล้าใช้
จะว่าไปแล้วทางบ้านเขามีปัญญาส่งผมเรียน แต่ความรู้สึกของผมคือ อยากทำอะไรได้ด้วยตัวเอง เห็นเพื่อนฝรั่งเขาทำได้ ไม่แบมือขอพ่อแม่ ก็ถามตัวเองกลับ ทำไมเราจะทำไม่ได้บ้างล่ะŽ
งานพิเศษชิ้นแรกที่จับคือ แบกฟางเข้าโรงนา ช่วงนั้นร่างกายกำลังฟิต ผมไปเรียนต่อซัมเมอร์ในเมืองเล็กๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเงินแค่ 5 เหรียญ
ก็ตัดสินใจเอาเงินไปซื้อถุงมือสำหรับเป็นอุปกรณ์ทำงาน ขนาดใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวกปิดคลุมทั้งหมด แต่ฝุ่นเล็กๆ จากฟาง ก็ยังกระจายฟุ้งไปทั้งจมูก ระคายไปหมด
ฟางเป็นฟ่อนหนักมาก อันที่เบาสุดตกก้อนละ 20 กิโล ยิ่งอันใหญ่ก็ยิ่งหนัก เขาให้ค่าแรงแบกก้อนละ 4 เซ็นต์ ต้องช่วยกันแบก ช่วยกันยก ทำกันเป็นทีม
วิธีการคือ เขาจะตัดฟางเป็นฟ่อนเรียกว่าเบลล์ วางรอไว้ในทุ่งหญ้า จากนั้นจะมีรถลากเปิดข้างกระบะขับผ่าน หน้าที่เราคือยกฟาง ก้มลงไปแบกแล้วเข็นขึ้นมา เอาเข่าส่งทั้งฟ่อน แล้วโยนขึ้นไปบนรถ
จะมีอีกคนรอท่าคอยจัดเรียง พอสูงได้ระดับ ก็จะมีรถอีกคันมาเกี่ยว พอเต็มคันแล้ว ก็เอาไปเรียงในโรงนาหลังคาสูง ทุกคนต้องช่วยกัน ยกขึ้นไปเรียงจนถึงหลังคา ง่วนอยู่ทั้งวันตกแล้วได้เป็นพันๆ เบลล์ ค่าแรงต่อคนก็ตกวันละ 40 เหรียญ
ข้อดีก็คือ ได้หม่ำข้าวเที่ยง ข้าวเย็นฟรี ได้ประหยัดไปหลายเงิน
จำได้ว่าวันแรกที่ไปทำงาน กลับถึงหอพัก ตะคริวกิน แทบหมดแรง ขนาดร่างกายฟิตมาก ถือเป็นงานหนักไม่ต่างอะไรกับจับกังแบกข้าวสาร ซึ่งยังดีแค่เป็นถุงกระสอบ ฝุ่นไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับฟ่อนฟาง
ผมอดทนทำทั้งซัมเมอร์ พอเรียนจบแล้ว ยังได้เอติดมาสองตัววิชาชีวะ ถือเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกดีกับตัวเอง
ผมเก็บหอมรอมริบ จนมีเงินซื้อรถมือสองเชฟวี่โนวา ในราคา 400 เหรียญ รุ่นปี 1969 ภูมิใจมากที่หาเงินซื้อรถเองได้
ผมไปหางานพิเศษทำในห้างสรรพสินค้า ตำแหน่ง Bag Boy งานหลักเลยคือ เอาของใส่ถุงแล้วก็ยกใส่รถ เก็บรถเข็นในลานจอด กวาดก้นบุหรี่ เก็บขยะ จัดชั้นวางสินค้า พอมีเวลาว่างก็ไปแพ็คน้ำแข็ง ไปตัดผักลอกของเก่าเอามาห่อใหม่
เปิดเทอมมาก็ไปสมัครทำงานใน ศูนย์อาหารของมหาวิทยาลัย (Student Union) ไปล้างจาน แล้วก็ทำงานจิปาถะสารพัดอย่าง ได้กินข้าวฟรีทุกมื้อ
งานล้างจานเมืองนอก ไม่ได้ลำบากลำบนอย่างเมืองไทย มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน คนหนึ่งเอาถาดมาวางบนเบลล์ อีกคนหนึ่งไปเก็บขยะ
ถ้าคนหนึ่งหยิบจาน อีกคนก็ล้าง เอาน้ำฉีด นำมาจัดเรียงในสายพาน แล้วก็มีคนมาหยิบ เครื่องล้างจานของมหาวิทยาลัยใหญ่มาก ผมมีเทคนิคโยนจานลงร่อง คราวละมากๆ โดยที่ไม่แตกไม่บิ่น เพราะจานเมืองนอกเขาดีจริงๆ แต่ตอนเก็บจานจากเครื่องไอร้อน ไม่ค่อยมีใครอยากเก็บ เพราะร้อนหูฉี่ ต้องคอยจับหูไป คอยเรียงจานใส่ถาดหลุมไป
ผมล้างจานได้พักใหญ่ ก็ไปสมัครทำงานที่ศูนย์การแพทย์ (Medical Center) ของมหาวิทยาลัย พอดีทางศูนย์กำลังขาดตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคนิค ก็เลยจ้างผมทำงานอยู่ในห้องแล็บ กลายเป็นเจ้าหน้าที่กินเงินเดือนมหาวิทยาลัยไป นอกเหนือจากตำแหน่งนักศึกษาวิชาเคมี ที่อยู่ระหว่างทำงานวิจัย
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคนิค ได้ค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง มีเงินเดือนกินมากกว่าตำแหน่งพยาบาลในศูนย์การแพทย์ สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นเงินที่เยอะมาก
คนไทยหลายคนที่เป็นพยาบาลอยู่ในนั้น ยังตกใจเลย ว่าผมยังเรียนไม่จบปริญญาตรี แต่สามารถทำงานพิเศษ หาเงินได้มากกว่าพนักงานประจำเสียอีก
ตอนที่ผมไปลาออกจากงานล้างจาน ลูกพี่บอกว่า อย่าออกเลย เขาเสนอตำแหน่งหัวหน้าให้ เพราะความที่เราขยันขันแข็งทำงานดี เราสอนงานคนอื่นได้ด้วย การใช้ภาษาสื่อสารก็ทำได้ดี
จุดที่ทำให้ภาษาอังกฤษผมแข็งแรงคือ ผมจะไม่พูดภาษาไทยกับคนไทยด้วยกันเลย เจอบางคนหมั่นไส้ผมหนัก ไอ้นี่กระแดะ ดัดจริตŽ ฟังแล้วผมก็เฉยๆ
ตอนอยู่อเมริกาผมรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้เด็กไทยที่ไปศึกษาต่อในเคนตั๊กกี้หลายคน ช่วยดูแลเรื่องธุรการ รายงานตัว หาที่พัก และอะไรต่อมิอะไรให้
ผมมักสอนเด็กเหล่านั้นว่า เรามาอยู่ที่นี่ พ่อแม่ส่งเสียเงินมาให้ทุกบาททุกสตางค์ ล้วนแล้วแต่มีคุณค่า ไหนๆ ก็ได้มาเรียนแล้ว ต้องเอากลับไปให้ได้มากที่สุด ต้องเอาประโยชน์จากเงินที่พ่อแม่จ่ายมาให้เป็นสำคัญ
ภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่องใหญ่ จะฝึกฝนให้ได้ดี เราต้องไม่คุยภาษาไทยกัน เจอหน้ากันก็ทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ใครจะว่าอะไรก็อย่าไปคิดอะไรมาก
ถ้าคนไทยคนอื่นเขาไม่เข้าใจ อย่าไปนึกเสียใจ เขาจะค่อนแคะอย่างไรช่างเขา เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้จ่ายเงินให้เรามาเรียน คนจ่ายเงินคือพ่อแม่ของเรา นี่หละคือเรื่องที่เราต้องใส่ใจและให้ความสำคัญมากที่สุด
เด็กหลายคนเชื่อผม และต่างก็ไปได้ดิบได้ดี ในเส้นทางชีวิตของเขา
ทุกวันนี้ผมยังใช้ภาษาอังกฤษได้ดี จนฝรั่งหลายคนไม่ได้คิดว่าผมเป็นคนเอเชียเลย เพราะสำเนียงเราชัดเปรี้ยะ กี่ศัพท์แสลงเรารู้หมด
หลายครั้งพอซัดกลับไป ฝรั่งตกอกตกใจ เพราะเราพูดดีกว่าเขาเสียอีก