บทสรุปลูกอีสานอินเตอร์
บทสรุปลูกอีสานอินเตอร์
รัฐ-ราษฏร์-ฝรั่ง
ด้วยความที่เป็น ส.ส.ขอนแก่น มากว่า 20 ปี หากไม่บอกก็ไม่รู้ว่า สุวิทย์ เกิดที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2500 แต่ก็มาเรียนอนุบาลที่กรุงเทพ และย้ายกลับไป เรียนที่ จ.ขอนแก่น ครอบครัว ซึ่งมีคุณพ่อคุณแม่ และคุณปู่คุณย่า
โดยฐานะทางบ้านถือว่าพอมีฐานะทางสังคมอยู่บ้างตามสมควร เพราะทำธุรกิจโรงสี และที่บ้านแหล่งรวมผู้คนของชุมชน ใน กิ่ง อ.เขาสวนกวาง
สุวิทย์ เรียนจนจบ ป, 7 ที่ รร.มหาไถ่ ขอนแก่นและเข้ามา ศึกษาในระดับมัธยมและจบมศ. 5 ที่เทพศิรินทร์ ชีวิตในช่วงวัยรุ่นของสุวิทย์ เรียกได้ว่าขาดหายไปบ้าง เพราะสุวิทย์เลือกที่จะทำงานตั้งแต่วัยเรียน งานแรกในช่วง ม.ศ. 3 ที่ได้รับมอบหมายคือ การดูแลกิจการปั๊มน้ำมันที่คุณพ่อลงทุนให้ หลังเลิกเรียน (ปั้มน้ำมัน บริเวณสี่แยกดินแดง ในปัจจุบัน)
หลังจบมศ. 5 ที่เทพศิรินทร์ สุวิทย์ คิดอยากจะไปเที่ยวอเมริกาแค่ 15 วัน แต่ชะตาหรือฟ้ากำหนดทำให้เขาอยู่ที่อเมริกานานถึง 6 ปี เขาเดินทางไปอเมริกาประมาณปี 2518 เข้าเรียนโรงเรียนทหาร เคมเปอร์ เป็นเวลา 1 ปี
เพราะสุวิทย์ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ ถึงขนาดเคยทดลองทำดินประสิว ที่ใช้ประกอบบั้งไฟมาแล้ว ในวัยเด็ก สุวิทย์คิดอยากเป็นหมอ เพราะอยากช่วยเหลือคนและสามารถอยู่ได้ในทุกสถานการณ์ และทุกสภาพสังคม
เขาจึงเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรี และโทในสาขาวิชาเคมี ที่สหรัฐอเมริกา
สังคมแบบอเมริกันชน
เรียนโรงเรียนทหารที่อเมริกา ให้อะไรกับชีวิตสุวิทย์เยอะมาก ทั้งความอดทน มีระเบียบ วินัย ซื่อสัตย์ จริงใจ แบบชายชาติทหาร ประกอบกับความมีเหตุและผล ในแบบนักวิทยาสาตร์ที่เขามีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ทำให้สุวิทย์เป็นผู้นำในโรงเรียนแห่งนี้หลายด้าน
ทั้งที่สุวิทย์เป็นคนเอเชียที่ไม่ค่อยมีมากนักในสังคมฝรั่งขณะนั้น แต่สุวิทย์ก็เป็นแชมป์ระเบียบแถวแบบ Individual, ได้รับเหรียญ Rifle Sharp Shooter t, สารวัตรทหาร, Distinguished Foreign Cadet และสุวิทย์ ยังเก่งในด้านวิชาการอ่านแผนที่ โดยใช้เข็มทิศ นำทางŽ
เรียกว่าได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน แต่สุวิทย์ได้คะแนน 109 คะแนน เกินคะแนนเต็มมาอีก 9 คะแนน
ด้วยความที่เป็นชาวเอเชียที่ไปเรียนหนังสือถึงอเมริกา สำเนียงพูดภาษอังกฤษจึงไม่ค่อยดีนัก สุวิทย์มักโดนเพื่อนชาวอเมริกันล้ออยู่ตลอดเสมอ ที่ออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ถูก
จุดนี้จึงเป็นที่มาของความพยายาม และพูดได้คล่องภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน เพราะสุวิทย์ไม่ยอมพูดภาษาไทยเลย แม้กระทั่งรุ่นน้องคนไทยที่ไปเรียนที่นั่น สุวิทย์เป็นคนที่จะต้องนำรุ่นน้องไปแนะนำตัวกับเพื่อน แต่หลังจากวันแนะนำตัว
เขาจะบอกรุ่นน้องเสมอว่า From now onŽ เราจะพูดกันเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
ข้อคิดเรื่องภาษาที่สุวิทย์ได้จากการเรียนที่อเมริกา สุวิทย์บอกว่าแม้ใครจะมองว่า กระแดะŽ ไม่ยอมพูดภาษไทย แต่สุวิทย์กลับมองว่า เมื่อพ่อแม่ส่งเงินให้เรามาเรียน ก็ต้องทำให้ได้ และทำให้ดีที่สุด จะสนใจอะไรเมื่อคนที่พูดไม่ได้จ่ายตังค์ให้เราเรียน
สำเนียงภาษาอังกฤษที่ดีเยี่ยมของสุวิทย์ ทำเอาคนอเมริกาเข้าใจ ว่าเขาเกิดที่นี่ด้วยซ้ำ
หลังจบโรงเรียนทหาร ย้ายไปที่เคนตั๊กกี้ เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย สุวิทย์ยังทำงานควบคู่ไปด้วย สุวิทย์ทำทุกอย่าง เช่นงานแบกฟางในฟาร์ม เป็น Bagboy ใน Grocery Store เก็บรถเข็นตามลานจอดรถ กวาดหน้าร้าน แพ็คของ
สุวิทย์เป็น Bustboy ที่ร้านอาหาร Jerryžs, เป็น Lab Technician, Technical Chemist จนได้เป็น Chief in Lab ซึ่งเงินเดือนสุดท้ายก็ไม่ใช่น้อยเลย และสุวิทย์ไม่เคยอายที่จะเล่าเรื่องราวการทำงานของเขาให้คนอื่นฟัง
กลับเป็นความภาคภูมิใจ และอยากให้เยาวชนรุ่นหลังนำไปเป็นแบบอย่างŽ
จากเมืองนอกสู่บ้านนอก
จุดเปลี่ยนที่ทำให้สุวิทย์ เพียงแค่เขาซื้อบ้านราคา 30,000 เหรียญที่อเมริกาไม่ได้ จึงทำให้เขาคิดว่าเดินทางกลับประเทศไทย กลับบ้านเราดีกว่าŽ
โดยกลับมาช่วยงานที่บ้าน กิ่ง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีน้ำประปาหรือไฟฟ้า ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรัง อะไรที่ทำให้จากเด็กนักเรียนนอกสามารถปรับตัวเข้ากับบ้านนอกได้
สุวิทย์บอกว่า ผมเป็นคนคิดแบบ positive เปิดใจให้กว้างก็จะปรับตัวได้กับทุกอย่างŽ การใช้ชีวิตที่นี่ทำให้เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านต่างจังหวัดได้ดี ชีวิตในชนบทสอนให้มีความขยัน มีความอดทนต่อความลำบาก และไม่ดูถูกคน
ทั้งด้วยความเป็นครอบครัวใหญ่ ที่มีคุณย่าจึงเป็นต้นแบบ และปลูกฝังให้เป็นคนชอบทำบุญ สวดมนต์ได้แต่เด็กๆ คุณย่าสอนให้สุวิทย์เป็นคนใจบุญสุนทาน ช่วยเหลือคนอื่น คำของย่าที่สุวิทย์จำได้ดีจนกระทั่งปัจจุบัน คือต้อง ขุดบ่อ ก่อศาลาŽ จึงจะได้ขึ้นสวรรค์
ดังนั้นไม่ว่าจะมีงานบุญที่ไหน จึงมักจะเห็นบ้านของสุวิทย์เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำกิจกรรม งานทอดป่า ทอดกฐิน ขนผู้คนไปทำบุญ
หลังเลิกงานบุญทุกครั้ง สุวิทย์มักแอบจับไมค์ ขึ้นมาปราศรัย นี่เป็นการ จับไมค์ครั้งแรกŽ ของเขา กับความที่คลุกคลีอยู่กับชุมชน เป็นนัยว่า วันหนึ่งเขาจะเป็นคนของประชาชน เช่นวันนี้นั่นเอง
หนีแหม่ม มาเจอแหม่ม
ความรักความผูกพันในครอบครัวนี่เอง ทำให้สุวิทย์ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ครอบครัวดี สังคมดี บ้านเมืองดีŽ เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ช่วยกันกับภรรยา ทำได้ทุกอย่างกระทั่งเปลี่ยนผ้าอ้อมของลูกทั้งสามคน
สุวิทย์รู้จักกับภรรยา (คุณแหม่ม ลาวัณย์ คุณกิตติ) ตั้งแต่เรียนด้วยกัน ตอน ป.2 และก็แยกกันไปตอนป.7 เนื่องจากคุณสุวิทย์ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ พบกันอีกครั้งตอนมศ. 5 แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไร และเมื่อหลังกลับจากอเมริกา เพื่อนร่วมรุ่นที่ จ.ขอนแก่น มีการจัดงานชุมนุมเลี้ยงรุ่น
คุณสุวิทย์ได้รับเลือกให้เป็นประธานรุ่น ซึ่งประธานรุ่นได้สิทธิ์ที่จะเลือกเลขาฯ ด้วยตนเอง สุวิทย์เลือกคุณแหม่มเป็นเลขาฯ จากวันนั้นที่ได้ร่วมงานกับคุณแหม่ม จึงกลายเป็นความรักความผูกพันและแต่งงานกันในเวลาต่อมา
พลิกวิกฤตสู่ชีวิตการเมือง
จากการที่ สุวิทย์ถูกชักชวนร่วมทำงานใน ชมรมผู้พัฒนาเขาสวนกวางŽ ซึ่งมีสมาชิกจากหลากหลายสาขาอาชีพ และสุวิทย์ได้รับเลือกเป็นประธานชมรม กิจกรรมในชมรมผู้พัฒนาเขาสวนกวางทำให้ สุวิทย์ได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลชาวบ้าน จัดกิจกรรม กีฬา ต่างๆ ให้เยาวชน จัดอบรมลูกเสือชาวบ้าน เป็นต้น
ความเข้าใจการแก้ไขปัญาหาในเชิงการบ้านการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาวิกฤตที่ กิ่ง อ.เขาสวนกวาง เมื่อปี 2523 ซึ่งพื้นที่แทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ สุวิทย์ ถูกทาบทามจากนักการเมืองหลายพรรค
เพราะการที่ สุวิทย์ สามารถเอาชนะใจชาวบ้านได้ วางกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง
( conflict) ในภาวะวิกฤต (crisis) ได้เป็นอย่างดี ด้วยการลดเงื่อนไข และความไม่พอใจที่มีต่อข้าราชการ
ด้วยการนำความเจริญเข้าไป เจาะน้ำบาดาลให้ หางบประมาณ มาจัดให้มีไฟฟ้า เข้าถึงชาวบ้าน เรียกว่า สงครามแย่งชิงประชาชนŽ ในวันนั้น สุวิทย์เปรียบให้เห็นว่านำมาใช้ได้กับการแก้ปัญหาภาคใต้ในวันนี้ คือ ทำอย่างไรให้ชนะใจประชาชนได้
ต้องเข้าใจปัญหา และแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างแท้จริง ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปได้ ดังคำสอนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ในขณะนั้น สอนไว้ว่า คิดอะไรไม่ออก ให้คิดถึงประชาชนŽ ซี่งเป็นคำที่สุวิทย์จดจำจนถึงวันนี้
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ครูการเมือง
ความประทับใจและชื่นชมแนวคิดของอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ทำให้สุวิทย์ ตัดสินใจที่จะเลือกเข้ามาสมัครรับเลือกตังกับพรรคกิจสังคม
หลังจากเริ่มต้นชีวิตเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ในปี 2525 ในฐานะ ส.จ. ขอนแก่น ถือเป็นงานแรกทางการเมือง ด้วยอายุเพียง 25 ปี 7 วัน นับเป็นนักการเมืองที่อายุน้อยทีสุดในขณะนั้น
สุวิทย์ มักพูดกับทุกคนเสมอว่า อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เปรียบเหมือน อาจารย์ใหญ่ เป็นนักปราชญ์ที่รู้ทุกเรื่อง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม มองปัญหาทะลุ และมีวิธีคิดที่เป็นระบบ คิดถึงประชาชนและสถาบันทุกเวลา
ช่วงชีวิตที่ได้อยู่กับท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สุวิทย์ เรียนรู้วิธีคิด และการทำงานการเมืองจากท่านมาเยอะมาก ถือเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะน้อยคนนักที่จะได้เรียนรู้จากปราชญ์ผู้นี้ และเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ สุวิทย์ อยู่บนถนนการเมืองมาได้จวบจนทุกวันนี้
นักการเมือง อายุน้อย ที่สุดŽ
หลายสิ่งในพรรคกิจสังคม ยังเป็นที่จดจำสำหรับสุวิทย์ โดยเฉพาะสโลแกนของพรรคกิจสังคม ที่เข้าถึงประชาชนในระดับรากหญ้า เช่น เงินผัน ประกันราคาพืชผล ส่งเสริมสภาตำบล คนยากจนรักษาฟรีŽ ,เราทำได้ ได้ทำแล้ว และจะทำต่อไปŽ,ท่อน้ำถึงไร่นา ประปาถึงทุกบ้านŽ
สโลแกนที่ใช้มาตั้งแต่สมัยหาเสียงแรกๆ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ ซึ่ง ตอบโจทย์ ความสุขของคนไทยŽ คือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็มีความสุข
ในปี 2526 สุวิทย์ ก้าวสู่ชีวิตการเป็นส.ส. ที่อายุน้อยที่สุดในสภา จวบจนวันนี้ สุวิทย์เดินบนถนนการเมืองมากว่า 20 ปี ด้วยยึดหลักผู้นำในความคิด ต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อคือ ต้องมีวิสัยทัศน์ , มีความกล้าหาญ และ กล้าตัดสินใจ
The First TimesŽ
เมื่อปี 2527 สุวิทย์มีโอกาสเดินทางไปเจรจาการแก้ปัญหาแรงงานไทยไปซาอุฯ คูเวต อิรัก ซึ่งครั้งนั้นเป็นที่มาของการเสนอกฎหมายแรงงานฉบับแรก เกี่ยวกับการแก้ปัญหาผู้ใช้แรงงานไทยในต่างประเทศ ให้มีความเป็นอยู่ทีดีขึ้น โดยกฎหมายที่ออกมาเป็นการป้องกันการหลอกลวงและจัดให้มีสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้แรงงาน
ด้วยความที่ภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่ว สุวิทย์ เป็นนักการเมืองหนุ่มในสมัยนั้น ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าคณะไปเจรจากับอธิบดีอิรัก
จากจุดนี้เองที่ สุวิทย์ บอกเสมอว่าทำให้เขาได้เรียนรู้วิชาการต่างประเทศ เพราะในต่อมา
สุวิทย์ ก็เป็นผู้นำคณะเจรจาสัญญามันสำปะหลัง ที่ขณะนั้นราคาตกเหลือเพียง 25 สตางค์ กับ EC (European Community) ถูกวิจารณ์ว่าเป็นสัญญาทาส
แต่แท้จริงแล้วประเทศไทยได้เปรียบ เพราะเป็นผู้ควบคุมกลไกทางตลาด (ราคา) ไม่ได้ไปเป็นทาส หรือผู้ยอมรับเงื่อนไขของเขา ซึ่งสุดท้ายราคามันสำปะหลังดีขึ้นเป็น 1.20 บาท เป็นตัวพิสูจน์ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ทำถูกต้องแล้ว
คำว่า ครั้งแรก คนแรก ที่สุด ในชีวิตนักการเมือง ดูเหมือนจะคุ้นชินกับชีวิตของสุวิทย์
สุวิทย์เป็นประธานกรรมมาธิการที่อายุน้อยที่สุด สุวิทย์เคย เป็น Executive ของ Inter-Parliamentary Union (IPU) ด้วยอายุเพียง 30 ปี โดยการโหวตจากกว่า 120 ประเทศทั่วโลกและเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้
สุวิทย์ เป็นกรรมาธิการ โครงการลดความขัดแย้งใน
ความภูมิใจที่ไม่คาดคิด
เชื่อหรือไม่ สุวิทย์ เคยได้รับรางวัลนักสิ่งแวดล้อมดีเด่น จากชมรมสิ่งแวดล้อมสยาม ซึ่งเป็นพวก NGO ทั้งที่ สุวิทย์ เป็นนักการเมือง
เพราะไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยว่า NGO จะญาติดีกับนักการเมืองในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ที่มัก อยู่บนเส้นทางที่ขนานกันตลอดเวลาระหว่างนักการเมืองกับ NGO
หลังพฤษภาทมิฬที่เกิดวิกฤตตุลาการ สุวิทย์ได้เข้าไปแก้ปัญหาวิกฤตตุลาการ พัฒนาระบบศาลเป็นครั้งแรก ทำให้เป็นระบบระเบียบ เกิดความยุติธรรมทั่วถึง มีศาลเด็ก ควบคุมความประพฤติ ให้คนหลงผิดสามารถกลับตัวได้
จัดให้มีอนุญาโตตุลาการของหมู่บ้าน ให้มีการไกล่เกลี่ยปัญหากันเอง ลดคดีในชั้นศาล จนได้รับจดหมายชมจากท่าน ศาตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ใจความว่า ท่านได้ทำความดีงามไว้ให้กระทรวงยุติธรรมโดยแท้จริง ผู้ที่เป็นตุลาการทั้งเก่าและใหม่จะจำไว้ไม่รู้ลืมŽ
แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในแวดวงราชการ ด้วยการขยายการเกษียณอายุงานจาก 60 ปี เป็น 65 ปี เพราะคำนึงเห็นว่าคนวัยนี้ยังสามารถใช้ประสบการณ์ความรู้ให้เป็นประโยชน์ ให้กับบ้านเมืองได้อยู่ ซึ่งถือเป็นการลดภาระของสังคมในทางอ้อมอีกด้วย
กองทุนหมู่บ้าน ที่ริเริ่มกองทุนหมู่บ้าน (ระดับอำเภอ) มาตังแต่ปี 2525 ให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งเงินทุน สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ดอกเบี้ยต่ำ เป็นหนี้น้อยลง เป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์กับชาวบ้านโดยตรง
ทั้งยังเป็นการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน การขยายความเจริญสู่ชนบท เป็นการลดช่องว่างความเจริญ สร้างงาน ยกระดับการศึกษาให้ทัดเทียมในเมือง เพื่อไม่ให้ทุกอย่างกระจุกรวมอยู่ในเมืองใหญ่ สร้างคุณภาพชีวิตทั้งในเมือง และชนบทให้ดีขึ้น
วางแผนแม่บท ICT นับเป็นแผนแม่บทแรกของประเทศไทย ทำให้มีระบบราชการทำงานเป็นระบบมากขึ้น มีการจัดทำแบบแผน(Master Plan)ในการทำงาน ที่ทำให้การบริหารราชการ มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสถานีวิทยุรัฐสภา
เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ปี 2539-2540 ช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร
ความภูมิใจในเวทีการเมืองอีกสิ่งหนึ่งที่สุวิทย์จดจำ ถือเป็นความภูมิใจที่เขาเก็บไว้เสมอนอกจากจดหมายจากท่านศาตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานองคมนตรีแล้ว คือจดหมายจาก อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เคยเขียนชม ครั้งหนึ่งที่ สุวิทย์ เคยได้ขึ้นอภิปราย และปราศรัยได้ดี จนได้รับคำชมว่า ผมประทับใจมากในการอภิปรายของคุณ ขอให้ทำต่อไปครับ บางทีบ้านเมืองของเราจะน่าอยู่กว่านี้Ž
สุวิทย์ บอกอย่างภาคภูมิใจว่า จะมีใครสักกี่คนในบ้านเมืองนี้ ที่ได้รับเกียรติ รับจดหมาย
ที่เขียนด้วยลายมือจากผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทั้งสองท่านนี้Ž สุวิทย์ ในวัย 50 เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณมาแล้ว 14 ครั้ง เป็นรองนายกรัฐมนตรี 5 ครั้ง เป็นรัฐมนตรีว่าการ 6 กระทรวง เป็นเลขานุการรัฐมนตรีและรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมา 4 ครั้งŽ
นี่แหละที่สุดในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ สุวิทย์ คุณกิตติŽ
ภาคผนวก
ประวัติโดยย่อŽ
สุวิทย์ คุณกิตติ
วันเดือนปีเกิด ๑๗ ตุลาคม ๒๕00
สถานะ สมรส
ภรรยา ลาวัณย์ คุณกิตติ
บุตร ๓ คน
การศึกษา
* ระดับประถมศึกษา โรงเรียนมหาไถ่ศึกษา จ.ขอนแก่น
* ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนเทพศิรินทร์
* วิทยาลัยการทหารเคมเปอร์ สหรัฐอเมริกา
* ปริญญาตรีและปริญญาโท ด้านเคมี จากสหรัฐอเมริกา
* ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาชุมชน
* ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์
การเมือง
* สมาชิกสภาจังหวัดขอนแก่น
* สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๖ (อายุ ๒๖ ปี) รวมทั้งสิ้น ๘ สมัย
* ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรีและเยาวชน เมื่ออายุ ๒๙ ปี
* ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร จัดตั้งสถานีวิทยุรัฐสภา
บริหาร
* เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
* เลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย
* ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
* เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
* รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (อายุ ๓๕ ปี) ๒ ครั้ง
* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
* รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
* รองนายกรัฐมนตรี (อายุ ๔๐ ปี) ๕ ครั้ง
กำกับดูแล
* สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
* สำนักงบประมาณ
* สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
* สักงานคณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
* สำนักงานอัยการสูงสุด
* สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
* กระทรวงอุตสาหกรรม
* กระทรวงสาธารณสุข
* ทบวงมหาวิทยาลัย
คณะกรรมการ
* ประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจ ฯ
* ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
* ประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
* ประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ
* ประธานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
* ประธานคณะกรรมการปรับโครงสร้างกระทรวงยุติธรรม
* ประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
* หัวหน้าคณะค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ จังหวัดพังงา
การต่างประเทศ
* หัวหน้าคณะเจรจาแก้ปัญหาแรงงานไทยในประเทศอิรัก
* ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกรัฐสภากว่า ๑๒๐ ประเทศทั่วโลก ให้เป็นกรรมการบริหารสหภาพรัฐสภา (รัฐสภาโลก) นับเป็นคนไทยคนแรก และยังมีอายุน้อยที่สุด (๓๐ ปี)
* ประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศไซปรัส
* มนตรีสหภาพรัฐสภา
* ประธานเอเปค (APEC) ว่าด้วยนวัตกรรมทางด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Science Innovation Forum) จนถึงปัจจุบัน รวม ๓ สมัย
* ประธานคณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือทางด้านชีววิทยาศาสตร์ไทย-US Asean Business Council
* ประธานที่ประชุมระหว่างประเทศระดับภูมิภาคและระดับโลก หลายครั้ง
ผลงานและตำแหน่งอื่นๆ
* เจ้าของและผู้ดำเนินการนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ชลประทานระบบท่อ และสานต่อนโยบายเงินผัน (SML) ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคม
* ประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
* นายกสมาคมเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
* นายกสมาคมนักบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงในประเทศไทย
* นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎเลย
รางวัล
* APEC LSIF Outstanding Achievement Award (เป็นคนแรกและคนเดียว เพราะเป็นเวทีแรกของ APEC ที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ได้เสร็จเรียบร้อยจนเป็นที่ยอมรับของที่ประชุมสุดยอดผู้นำ APEC และรัฐมนตรี)
* นักสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมสิ่งแวดล้อมสยาม (ดร. สุรพล สุดารา)
ฯลฯ
1