สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจ
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า มอบหมายให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมหามาตรการเร่งด่วนชุบชีวิตธุรกิจไทย ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ เนื่องจากขณะนี้มีสัญญาณอันตรายหลายอย่างชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งอัตราเงินเฟ้อ, ยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการลดลง, ต้นทุนการผลิตสูง, น้ำมันราคาแพง, ค่าเงินผันผวน และผู้บริโภคไม่มั่นใจ อาจทำให้เอสเอ็มอีไทยกว่า 2 ล้านราย เสี่ยงต่อการปิดกิจการ หากภาครัฐไม่เร่งช่วยเหลือ เบื้องต้นกระทรวงจะจัดหน่วยเคลื่อนที่ ส่งผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ 300 คน ไปให้คำปรึกษาผู้ประกอบการที่มีปัญหาถึงบริษัทฟรี
พร้อมทั้งมอบหมายปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหามาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือทั้ง เรื่องปรับปรุงการผลิต หาแหล่งเงินทุนที่ต่ำ แนวทาง บริหารจัดการ หรือกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อมากกว่าเดิม เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐเน้นโปรโมตสินค้าในงานแสดงสินค้าเป็นหลัก เห็นว่าในอนาคต ควรโปรโมตวิธีอื่นบ้าง
“กระทรวงจะเปิดสายด่วน 1563 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาแจ้งรายชื่อให้ภาครัฐช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งจะให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกันคัดเลือกรายชื่อบริษัท ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่ไป ให้คำปรึกษามาจากเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ และจ้างบุคลากรภายนอกที่มีประสบการณ์ ซึ่งค่าจ้างจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะให้เดือนละเท่าไร สาเหตุที่เร่งออกมาตรการด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจในไทยล้มทั้งกระดาน”
ทั้งนี้กระทรวงจะได้ข้อสรุปของมาตรการทั้งหมดในวันที่ 23 มิ.ย. 51 เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือเป็นรูปธรรมต่อไป เบื้องต้นจะเป็นระยะสั้น 3 เดือนก่อน แล้วประเมินผลงานหากไม่สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ จะหาแนวทางใหม่ในการช่วยเหลือ ส่วนการดำเนินงานจะคล้ายกับโครงการชุบชีวิตธุรกิจที่เคยยุติบทบาทไปนาน เนื่องจากงบประมาณหมด และหน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยเหลือธุรกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 4,000 ราย
รายงานข่าวจาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงผลสำรวจดัชนีวัดขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมชิ้น ส่วนยานยนต์ไทยว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ มากสุดคือ ราคาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น รองลงมา ราคาน้ำมัน เสถียรภาพทางการเมือง สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น
ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้ภาครัฐ เข้ามาส่งเสริมการลงทุน ให้กับผู้ประกอบการไทยมากกว่าต่างชาติ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง เช่น ช่วยเหลือหาแหล่งวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่มีราคาถูกปรับมาตรการภาษีให้เอื้อ ประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ประกอบการ และลดการจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน
พร้อมทั้งดูแลเรื่องของค่าเงินให้มีเสถียรภาพเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ ประกอบการในการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า ตลอดจนควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้สูงมากนัก เนื่องจากมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าโดยตรงที่สำคัญภาครัฐควรตรวจสอบไม่ให้ มีการนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์หนีภาษีจากจีนที่คุณภาพไม่ได้มาตรฐานเข้า มาแข่งขันในไทย.