ฤดูที่แตกต่าง
1. ฤดูที่แตกต่าง
อด ทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่าง และทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ…
อย่า ไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ
ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ยิ่งใกล้ถึงวันเลือกตั้งปลายเดือนธันวาคม 2550 มากเท่าใด ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นความคุ้มค่าอย่างหนึ่งที่ยอมอดทนรอ
อดทนท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่พัดกระหน่ำประเทศไทยจนเสียศูนย์เวลานี้
จะเกินเลยไปไหม ถ้าผมจะบอกว่า วันนี้ประเทศไทยเหมือนคนป่วย ที่ใกล้จะหามร่างเข้าห้องไอซียูอยู่มะรอมมะร่อ ถ้าขาดทีมแพทย์เยียวยาที่ดี ไม่มีการฟื้นฟู หรือให้ยาไม่ตรงกับโรค โอกาสที่ประเทศไทยจะพิกลพิการก็เป็นไปได้สูง ถ้าพิการแล้วจะกลายเป็นภาระของใครกัน? ถ้าไม่ใช่ประชาชนตาดำๆ 60 ล้านคน
25 ปีบนถนนสายการเมืองของผม สุวิทย์ คุณกิตติŽ ผมขยับปรับสายตาให้กระชับขึ้นอีกนิด เพื่อจะได้มองย้อนกลับไป ตั้งแต่วันแรกที่ผมจับพลัดจับผลูเข้ามาอยู่ในถนนสายการเมือง
จากดินลูกรังเล็กๆ ในอำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น จนมาถึงถนน 8 เลนที่มีรถราตราดาวคันใหญ่โตวิ่งกันให้ขวักไขว่ นักการเมืองภายใต้สูทหรูหรา ต่างหมุนเวียนสลับหน้ากันมาโลดแล่นบนถนนสายนี้
บาง คนแวะเวียนเข้ามาไม่นานแล้วก็จากไป หลายคนกลายเป็นเจ้าประจำที่ใช้เส้นทางนี้จนเคยชิน ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนประเภทหลัง ที่เคยชินกับถนนการเมืองสายนี้ราวกับญาติสนิท
ทุกๆ ฤดูกาลการเมืองที่เปลี่ยนไป 25 ฝน 25 หนาว ประเทศไทยเราเดินทางมาถึงวันที่ประชาคมโลกกำลังส่งเสียงตะโกนก้องเรื่องภาวะโลกร้อน (Global Warming) เซ็งแซ่
ขณะที่บ้านเราก็กำลังประสบชะตากรรมภาวะการเมืองร้อน (จะ) แย่ จนนั่งไม่ติด ฤดูที่แตกต่าง นำการเปลี่ยนแปลงอะไรมาสู่ประเทศไทยเรา?
สังคม ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก สู่ความทันสมัยแบบโลกาภิวัตน์แบบที่ใครๆ ชอบพูดกัน การเคลื่อนย้ายของทุนโลก ทำให้สังคมไทยแปรสภาพไปสู่การแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตาย ใครดีใครอยู่
ความ เป็นสังคมญาติพี่น้อง เคยอยู่ด้วยกัน พึ่งพาอาศัยกัน อยู่ใกล้ชิด ครอบครัวเป็นปึกแผ่นทุกอย่างแยกตัวและดีดออกจากกัน เนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
จากชนบทต้องมาทำงานในเมือง คนที่อยู่ในเมือง ชีวิตครอบครัวก็แทบจะไม่เหลือหลอ เพราะต้องดิ้นรนทำมาหากิน
ครอบ ครัววันนี้ก็ต่างจากครอบครัวสมัยก่อน ขาดความใกล้ชิด ขาดสายใยแห่งความเป็นปึกแผ่น ทำให้เกิดปัญหาสังคม เกิดเป็นปัญหาที่มีต้นทุนสูง
เป็น ต้นทุนที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ด้วยตา เราจะเห็นว่าปัญหายาเสพติดคุกคามบ้านเรามากจนเกินพอแล้ว ปัญหาวัยรุ่นตีกัน การใช้ความรุนแรง จากการที่พ่อแม่ไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูลูก เมื่อขาดความอบอุ่น อนาคตของชาติก็พร้อมจะซบไออุ่นจากแหล่งอื่น ที่ให้พลังงานแผดเผาภูมิต้านทาน จนเกือบจะเรียกว่า ทำลายล้างŽ
เมื่อ ก่อนเราคบเพื่อน พ่อแม่จะสอนว่า การคบเพื่อนต้องแยกแยะ เพื่อนดีกับเพื่อนไม่ดี ในฐานะความเป็นมนุษย์ ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน จะยากดีมีจนเราควรคบค้า แต่ว่าเราต้องแยกแยะ ความดีงามŽ กับ ความไม่ดีงามŽ ออกจากกัน รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร
ถ้า เด็กขาดความอบอุ่น ไม่ได้รับการดูแลที่ดี ก็เหมือนกับเราสร้างตึกที่ไม่ได้ลงเสาเข็ม ปราศจากรากฐานที่มั่นคง ก่อตัวสูงขึ้นไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องลืมพังครืนลงมา
หน้าที่ ของผู้ใหญ่และคนที่เป็นพ่อแม่อยู่ในสังคม ถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กเหล่านี้ ให้อุดมด้วย ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม วิชาความรู้ มุ่งหวังให้เขาได้ดี เป็นคนดีของสังคม
เป็นคนดีที่พร้อมสรรพทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ใช่ดีเพราะเก่ง เพราะเป็นนักกีฬาเหรียญทอง แต่จิตใจไม่ดี การแสดงออกไม่ดี การพูดไม่ดี
ทุกอย่าง ต้องดีครบ เหมือนโบราณว่า คนจะงาม งามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวยจากกิริยาใช่ตาหวาน คนจะแก่แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน คนจะรวยรวยศีลทานใช่บ้านโต
สุภาษิตนี้เป็นสิ่งที่ผมยึดถือตลอดเวลา เป็นของเก่าแก่แต่โบราณ วันนี้แทบไม่มีใครพูดแล้ว คนรุ่นใหม่หลายคนก็ไม่เคยได้ยิน
คำ พังเพยที่ว่า ตนเตือนตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน ตนเตือนตนบ่ได้ใครจะเตือน ตนแชเชือนใครจะเตือนให้ป่วยการ ก็กลายเป็นคำโบราณเข้ากรุไปแล้วเหมือนกัน
สำหรับผมแล้ว วลีเหล่านี้เป็นคำโบราณที่ไม่เคยโบราณ ไม่เคยเก่าเก็บตามยุคสมัย สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้โดยตลอด
สังคม ไทยเราวันนี้การศึกษาถือเป็นวาระสำคัญ เด็กไทยเราพร้อมหรือยังที่จะเปิดโลกทัศน์ในองศาที่กว้าง หันพินิจพิเคราะห์สิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างชาญฉลาด รู้จักเลือกใช้ให้เป็น
ผลัก สายตามามองเรื่องเศรษฐกิจกันบ้าง ในโลกของการดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดในการแข่งขัน ทำให้ประเทศไทยเรา จากที่เคยยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวของตัวเอง วันนี้เราต้องแข่งขันกับนานาประเทศ เพื่อให้เรา รอดŽ อยู่ได้
จากสถานะประเทศเอกราช วันนี้เรากลายเป็นหมู่บ้านหนึ่งของสังคมโลกไปแล้ว (global village) เป็นโลกที่ไร้พรมแดน ที่แม้แต่นกบินผ่านก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองถือสัญชาติอะไร
ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง เราต้องปรับตัวให้ทัน สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ และก้าวเดินไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลง
ถ้า เพียงแต่เรายืนอยู่กับที่ เราก็แพ้แล้ว ฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด เราต้องสามารถก้าวเดินไปพร้อมคนอื่นได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถวิ่งนำหน้าเขา
แต่ถ้าเราอยากคิดให้ไกล ไปให้ถึงมากกว่านั้น เราต้องการเป็นผู้นำ หน้าที่ของเราคือ ต้องวิ่งนำหน้าเขาให้ได้
คิดไปให้ไกลกว่า ปรับปรุงตัวเอง เตรียมความพร้อมให้ตัวเอง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในทุกฤดูกาลที่ถาโถมเข้ามา
มา ถึงอีกประเด็นหลักของประเทศไทย เราอยู่ในกระแสวังวนการเมืองเหมือนปลาในบ่อ ยุคแรกของการเมืองไทยที่น้ำยังใส เมื่อก่อนเราเน้นเรื่องปรัชญา อุดมการณ์ เจตนารมณ์ของการก้าวเข้ามาเป็นนักการเมืองที่สร้างสรรค์
สังคม นักการเมืองเคยรู้รักสามัคคี มีความเป็นพี่เป็นน้อง เคารพความเป็นอาวุโสมากกว่านี้ และทุกอย่างยืนหยัดอยู่บนหลักการ คนส่วนใหญ่คำนึงถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี
แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก สังคมอัดแน่นอุดมการณ์ปรับแปร การแข่งขันมีมากขึ้น จากความอบอุ่นผูกพัน ดำเนินแนวทางอย่างสร้างสรรค์ (constructive) บ่ายหน้าสู่การทำลายล้าง (destructive)
เผชิญหน้ากันมากขึ้น แทนที่จะหันหน้าเข้าหากันมากขึ้น ความขัดแย้งก่อตัวและขยายตัวขึ้นอย่างรุนแรง
เป็นทั้งความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ระหว่างพรรค แล้วก็ค่อยๆ แปรสภาพไป จนกระทั่งวันนี้เกิดเป็นความแตกแยก
ในขณะที่ ความแตกต่างŽ นำไปสู่ความคิดใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ ความแตกแยกŽ กลับฉุดกระชากสู่หายนะ ที่ยากจะหวนคืน…
อด ทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่าง และทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ…
อย่า ไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ