นักพิฆาตปัญหา
9. นักพิฆาตปัญหา
ผมเป็นนักการเมืองมา 25 ปี ทำงานหนักไม่เคยพักผ่อน เหนื่อยมากๆ เอาก็ตอนที่ไปช่วยสึนามิ เป็นงานที่ทุกคนต้องช่วยกัน ผมยินดีมากที่มีโอกาสได้เข้าไปทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพราะภัยธรรมชาติที่หนักสุดๆ ในครั้งนั้น
ไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือคนไทย แต่ยังมีชาวต่างชาติจากทั่วโลก นั่นคือการได้ช่วยเหลือประเทศไทยครับ
ผมเป็นหัวหน้าทีมค้นหา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่พังงา ทำให้พรรคไทยรักไทยซึ่งมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในช่วงนั้น กลับมาฟื้นตัวดีขึ้น
ผมไปเก็บศพไร้ญาติกว่า 6,000 ราย และช่วยผู้เดือดร้อน สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต (Crisis Management)
อันที่จริงผมเจอมามาก เรื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict Resolution) ความภูมิใจ ครั้งหนึ่งที่ไม่เคยลืม การแก้ปัญหาวิกฤตตุลการ ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่มาก สำหรับคนระดับผู้พิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องราวขัดแย้งกันในปี 2535
สถาบันตุลาการแตกแยกอย่างรุนแรง ตอนนั้นผมนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ที่ผ่านมาผมสนใจเรื่องของทางเลือก เพราะผมเชื่อเสมอว่าทางออกของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง มันไม่ได้มีทางเดียว มีหลายวิธี หลายกระบวนการ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายเข้าไปปราบปรามทุกครั้งไป
การไกล่เกลี่ย การระงับข้อพิพาท อยู่ในความสนใจของผมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เพราะสไตล์ผมเป็นคนประนีประนอม พอไปเจรจาเรื่องความขัดแย้ง ทุกอย่างก็เลยดูง่าย
แต่ผมไม่ค่อยชอบเรื่องการต่อรอง
ผมชอบไกล่เกลี่ย ระงับข้อพิพาท เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่กระบวนการไกล่เกลี่ย มีการต่อรองเกิดขึ้น การระงับข้อพิพาทไม่เกิด
มุมมองของผม การต่อรองเป็นเพียงแค่ หนึ่งในกระบวนการไกล่เกลี่ย เหมือนเจรจาให้คนค่อยๆ ขยับเข้าหากัน
คนเวลามีข้อขัดแย้ง คือการเผชิญหน้ากัน พอแตกแยกแล้ว เราจะทำอย่างไร ถึงจะยุติข้อพิพาท แล้วให้งานเดินต่อไปได้
โดยส่วนตัวผมคิดว่า เทคนิคการไกล่เกลี่ย ระงับข้อพิพาท ถือเป็นพรสรวรรค์สำหรับผม
ยุคสมัยหนึ่งตอนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเคยแก้ปัญหาสมัชชา ที่มากินนอนอยู่หน้าทำเนียบเป็นเดือนๆ พูดคุยไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านเป็นร้อยๆ เรื่อง คุยมันทั้งวันทั้งคืน จนทุกคนแฮปปี้กลับบ้านหมด
ผมวางระบบให้ชาวบ้านสามารถแก้ปัญหา ทำให้เขาสามารถติดตามขั้นตอนในแต่ละกระบวนการได้
เราเป็นนักวางระบบ เรารู้ เราเข้าใจปัญหา เพราะเราคลุกคลีกับมันมา
เรารู้ว่าชาวบ้านเดือดร้อน เขาเดือดร้อนเรื่องอะไร ชาวบ้านคิดอย่างไร ราชการคิดอย่างไร เราพยายามเอาความแตกต่าง เอาความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน มาทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน แล้วก็วางระบบในการแก้ปัญหา
วิธีการวางคือ ปัญหาเรื่องนี้อยู่ตรงไหน ถ้าเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบ เราจะปรับปรุงได้ไหม อย่างไร
เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินการ เกี่ยวข้องกับระยะเวลา เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน
เราก็จับแยก แล้วทำตารางออกมาว่า ปัญหาเรื่องนี้ไล่ไปถึงกระบวนการแล้ว ระเบียบแก้ได้ไหม ขั้นตอนเป็นอย่างไร ต้องทำเรื่องเข้ากระทรวง ไปหารัฐมนตรี ต้องเข้าครม.หรือไม่ หรือเป็นอำนาจของรัฐมนตรีตัดสินใจได้
แต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไหร่ ทำเป็นตารางให้เห็นเลย
เป็นการตีกรอบระยะเวลาให้เห็นว่า ใช้เวลาขนาดนี้นะ เรื่องระเบียบเป็นแบบนี้นะ ถ้าแก้แบบนี้แล้วจบไหม ถ้าจบก็คือจบ ถ้าไม่จบกระบวนการปัญหาในพื้นที่มีไหม
ปัญหาความขัดแย้งในที่ดิน ต้องไปรังวัดไปตรวจสอบแผนที่ทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม หรือถ้าขั้นตอนมี 1,2,3,4,… แล้วแต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไหร่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีใครบ้าง
ประสบการณ์สั่งสมทั้งหมดที่ผมเอามาแก้โจทย์ทุกปัญหา มาจากการทำงานหลายด้าน ทำงานสภา ด้านวิชาการกับฝ่ายวิชาการ การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปกฎหมาย ทำมาตั้งแต่เป็นสส.สมัยแรก เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายจำนวนมาก อาจจะถือว่ามากสุดก็ได้
ทั้งเสนอกฎหมาย ทั้งเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย เวลาเราดูกฎหมาย นอกจากดูเนื้อหาแล้ว เราดูกลไก เราจะรู้ว่ากฎหมายเนื้อหาเป็นไง กลไกเป็นไง จัดระบบได้อย่างไร
ทำให้เราสามารถติดตามได้ แล้วก็ประชุมติดตามผล ถ้าไม่มีปัญหาก็ให้งานเดินไป แล้วเราก็มีระบบเช็คลิสต์
ปัญหาอุปสรรคมีเป็นเรื่องธรรมดา ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล แต่เกิดจากหลักฐานเอกสาร ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เราก็ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริง เข้าสู่อีกกระบวนการสอบสวน ข้อเท็จจริง เพื่อได้ข้อยุติ
อย่างการเข้าไปครอบครองที่ทำกินของชาวบ้าน เป็นการเข้าไปอยู่ก่อนกฎหมาย ชาวบ้านโดนกฎหมายบุกรุก หรือว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกกฎหมายเสียเอง
ผมสนใจปัญหาชาวบ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะปัญหาฐานรากทั้งหมด ปัญหาชนบท ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาภาคการเกษตร ปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาเรื่องพืชผล ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ชนบท ถือเป็นประสบการณ์สะสมมายาวนานกว่า 20 ปี
เราสัมผัสกับปัญหา เราเรียนรู้ปัญหา เราลงมือทำเอง บางเรื่องแก้ไม่ได้ เพราะหลายส่วนที่เกี่ยวข้องไม่เข้าใจ
ถึงแม้ว่า เราเป็นผู้บริหารระดับนโยบายก็จริง แต่บางทีถ้าผู้บริหารระดับบน ที่มองไม่เห็นเขาอาจจะไม่เข้าใจ ไม่เลือกสนับสนุนเรา หรือสนับสนุนก็ไม่เต็มที่
ยังมีเรื่องของการเมือง ที่ชิงดีชิงเด่นกัน มีการชิงคะแนนเสียงกัน เขาอาจจะไม่อยากให้เราแก้ปัญหาได้สำเร็จ ก็มีเหมือนกัน อันนี้ทำให้บ้านเมืองเสียหาย แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้
เพราะเราถือว่า ถ้าเราทำอะไร เราต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด ทำดีที่สุดแล้วถ้าไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เราก็ต้องหาทางแก้ปัญหาไป
วันนี้แก้ไม่ได้ วันหน้าเราต้องแก้ได้
วันนี้เรายังไม่มีอำนาจ เรายังไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง เราอาจแก้ไขไม่ได้ วันไหนเรารับผิดชอบโดยตรง แล้วเราสามารถดำเนินการได้เอง ตอนนั้นเราก็จะแก้ไขได้
ฉะนั้นปัญหาต่างๆ ที่คั่งค้าง เรามีทางออกหรือทางแก้หมดแล้ว เพียงแต่ว่าขอให้ได้มีโอกาสได้เข้าไปทำ แค่นั้นแหละ มันก็จะทำได้
ปัญหาซ้ำซากที่เจอคือ ปัญหาความยากจน ปัญหาปากท้องประชาชน เป็นปัญหาใหญ่เลย ปัญหาความยากจนในชนบทกับยากจนในเมือง แก้ปัญหาคนละอย่างกัน ที่สำคัญของการแก้ไขคือ จะทำอย่างไรให้เขามีรายได้ที่สม่ำเสมอ
ถ้ายังหาเช้ากินค่ำ ปัญหาความยากจนก็จะไม่มีวันหมดไป รายได้สม่ำเสมอไม่ได้หมายความว่า มาจากเงินเดือนอย่างเดียว แต่เป็นรายได้จากภาคการเกษตรก็ได้
ถ้าพืชผลการเกษตรวันนี้เป็นฤดูกาล จะทำอย่างไรให้เขาทำได้ตลอดทั้งปี เพื่อให้เขามีรายได้ที่ต่อเนื่องกัน หมดฤดูกาลปลูกข้าว ให้ปลูกพืชฤดูแล้งได้ไหม เรามีระบบน้ำที่เข้าไปสนับสนุนเขาหรือเปล่า
เรามีเทคโนโลยีที่จะเข้าไปเพิ่มผลผลิตไหม มีเทคโนโลยีที่จะเข้าไปลดต้นทุนการผลิตของเขาหรือเปล่า
เรามีเทคโนโลยีที่จะเข้าไปเพิ่มมูลค่าให้ราคาสินค้าหรือไม่ เราจะเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ชาวบ้าน สร้างงานในชนบท
งานที่ต่อเนื่องจากภาคการเกษตร ที่เราเพิ่มมูลค่าให้เขาแล้ว เราเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูปได้ไหม เป็นการสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมการเกษตรเข้าไป
จะเห็นว่าเริ่มตั้งแต่เรื่องของการทำเมล็ดพันธุ์ ปรับปรุงบำรุงพันธุ์ เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า ปรับปรุงคุณลักษณะ
อย่างผลกีวีเป็นผลไม้ที่เหมือนกันเด๊ะ ทุกแห่งที่เราไป ไม่ว่าเราจะไปกินที่ไหนลูกเท่ากันหมด กีวีวันนี้เก็บได้นาน 9 เดือน ทำไมต่างประเทศถึงทำได้ เพราะเขาเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เราก็ทำได้ ด้วยการเพิ่มมูลค่าการผลิต การแปรรูปสินค้าการเกษตร ก็เป็นการสร้างงาน
ทุกวันนี้ที่เราทำกันมา เรามองเรื่องการผลิตกันก่อน แต่จากนี้ไปเราต้องปรับเปลี่ยน เราต้องมองเรื่องการตลาดก่อน แล้วถึงมาผลิต เอาการตลาดนำ
หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นการเอาของที่มีอยู่แล้วมาทำ แต่ไม่ได้มองเรื่องการตลาดก่อน เอาสินค้าพื้นเมืองพยายามแนะนำเข้าตลาด แล้วเข้าสู่กระบวนการขาย
เราต้องรู้อย่างหนึ่งว่า โอทอปเป็นสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche) ไม่ใช่เป็นสินค้าสำหรับตลาดทั่วไป (Mass) และเป็นงานฝีมือส่วนใหญ่ มูลค่าอยู่ที่ทำกับมือด้วยทักษะ สินค้าอะไรก็ตามของฝรั่ง ถ้าทำด้วยมือมูลค่าสูงมาก ยิ่งถ้าเป็นสินค้าจากธรรมชาติ ฝ้าย สีธรรมชาติ มูลค่าก็เพิ่มขึ้น
การเพิ่มมูลค่าตรงนี้ เราต้องรู้จักทำเรื่องของการตลาด
ขณะเดียวกันอันนี้ไม่พอ ต้องไปดูตลาด ดูความพร้อมของแต่ละหมู่บ้าน สามารถผลิตอะไรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้
แทนที่จะเป็นเรื่องของ ผลิตเพื่อขายŽ ก็เป็น ผลิตตามŽ เอาเรื่องความต้องการเป็นตัวนำ เอาเรื่องตลาดเป็นตัวนำ
มันต้องคิดกลับกันแล้ววันนี้ ประเด็นของสินค้าโอท๊อปคือเราไม่ได้ทำแมส แต่เรากลับพยายามขายสินค้าในตลาดเฉพาะที่เป็นสินค้าทั่วไปซึ่งทำไม่ได้ คุณภาพก็คุมไม่ได้
เราต้องเร่งส่งเสริมเอสเอ็มอี (SME) ขึ้นมาก่อน ถึงจะเป็นขั้นตอนการส่งเสริมพัฒนาสินค้า จากงานฝีมือที่ผลิตได้ตามความต้องการ และวิ่งไปหาธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อจะพัฒนาเป็นสินค้าที่เป็นที่ยอมรับในตลาดทั่วไปได้ อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาคือเราไม่ต่อเนื่อง พอสินค้าตัวไหนดีก็สั่งเยอะ เลยทำอะไรไม่ได้ดี หรือต่อให้ทำได้ ก็ควบคุมคุณภาพไม่ได้
สิ่งที่เราต้องทำวันนี้ และเดี๋ยวนี้คือ แก้จุดอ่อนตรงนี้ให้ได้
ผมมองว่า การบริหารจัดการประเทศวันนี้ การสนับสนุนอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ยั่งยืน วันนี้สิ่งสำคัญต้องให้เอกชนเป็นตัวนำ ไม่ใช่รัฐ รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริม อุดหนุนดูแลให้เกิด
ราชการทำธุรกิจไปไม่ได้ ต้องอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ข้างหน้า นี่คือปัญหาบ้านเราวันนี้
ราชการพยายามเป็นผู้นำแล้วทำเองทุกเรื่อง รัฐต้องส่งเสริมเรื่องความโปร่งใสให้มาก อะไรที่รัฐไม่จำเป็นไม่ควรทำ
ต่อไปต้องทำแบบนี้ เราต้องเปลี่ยนแนวคิดตรงนี้ให้ได้ ต้องทำใหม่ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ภายใต้กรอบ แต่วันนี้เราต้อง คิดนอกกรอบŽ ไม่ใช่ไป ตีกรอบŽ คิดในกรอบไม่ไปไหน ต้องคิดนอกกรอบ รัฐต้องเป็นกรอบกว้างๆ เป็นกติกาสังคม ที่ทำให้สังคมมีระเบียบ แต่ต้องยืดหยุ่น
บทส่งท้าย
เรื่องบ้านเมืองวันนี้น่าห่วง ความแตกแยกเกิดขึ้นทุกชนชั้น ครอบครัวคิดเห็นแตกต่างกัน จะทำอย่างไรให้สังคมไทย กลับมาเป็นสังคมที่รู้รัก สามัคคี เอื้อเฟ้อเผื่อแผ่ เอื้ออาทรกันและกัน
เป็นสังคมแห่งความสุข สังคมแห่งรอยยิ้ม
นี่คือคนไทย ถึงไงก็เป็นคนไทย สิ่งสำคัญวันนี้สังคมแบ่งขั้วกันชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาการเผชิญหน้า และเราต้องรีบยุติมัน
การเผชิญหน้า ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่แตกแยก แต่ถ้าราปล่อยให้ความคิดเห็นแตกต่างเป็นความแตกแยก มันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมสังคมที่เราไม่ต้องการ
ถ้าเราสามารถสร้างความสมานฉันท์ได้ นำความสุข รอยยิ้มมาสู่สังคมไทยได้ ทำให้ทุกคนมีความสุข สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ดี สภาพเศรษฐกิจสังคมก็ดีไปด้วย
การเมืองต่อไปนี้ยังมีความน่าเป็นห่วง มีการแบ่งขั้วอยู่ ทางออกที่สำคัญคือต้องดูว่า จะทำอย่างไรถึงจะสลายขั้วตรงนี้ได้
ทำอย่างไร ถึงจะให้การเมืองเดินหน้าไปได้ ต้องช่วยกันพัฒนา เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่นักการเมือง
ทุกคนเป็นหุ้นส่วนประเทศไทย ทุกคนได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น เราอย่าไปอาศัยนักการเมือง ประชาชนต้องมองหา ต้องใช้วิจารณญาณญาณในการสรรหานักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ
เข้าใจระบบ เข้าใจปัญหา และรู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรกับบ้านเมือง จะยุติการทะเลาะเบาะแว้งกันได้อย่างไร
บ้านเราการเมืองเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยสนุก ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ เรื่องของเงิน ทุกคนคิดถึงบ้านเมือง พื้นฐานการศึกษาอาจไม่สูง แต่คุณธรรม จริยธรรมสูง
ผมอยากเห็นคนที่เข้ามาบริหาร มีความพร้อม มีประสบการณ์ รอบด้าน เข้าใจระบบราชการ
นอกจากเข้าใจระบบธุรกิจ ต้องเข้าใจเศรษฐกิจฐานราก ไม่ใช่เพียงรากหญ้า
คนเข้ามาต้องมีวิสัยทัศน์ มีโลกาภิวัตน์ เข้าใจจากล่างขึ้นบน จากรากฝอยขึ้นไป รากเหง้าปัญหาขึ้นไปถึงเพดานโลกเลย
เข้าใจทั้งระบบ มองเห็นภาพรวม มองเห็นปัญหาแล้วฝ่าไปไห้ได้ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ไปพร้อมกัน วันนี้จะแก้เป็นเรื่องเป็นเรื่องไปไม่ได้
วันนี้ถามว่าสถานภาพการคลัง งบประมาณเรามีปัญหามั้ย บางคนดูว่ามีปัญหา แต่มองว่าไม่ใช่ปัญหาก็ได้
แนวทางแก้ปัญหาต้องมองแบบองค์รวม โดยทำพร้อมกันทุกอย่าง (Multi tasking) ต้องมีทีมงานเข้มแข็งในการทำงาน เราต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสรรค์ความสุข
การเมืองไทย ถึงวันนี้ยังขาดความต่อเนื่อง ปัญหาเกิดจากความไม่เชื่อถือ เกิดความไม่โปร่งใส ระแวง สงสัย นำไปสู่ความไม่พอใจ
ภาพใหญ่ประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง ถ้าเราได้ผู้นำที่ดี โปร่งใส เข้าใจภาพรวมภายในประเทศ ประเด็นการลงทุน การค้า ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ พื้นฐานสังคม ยาเสพติด คอร์รัปชั่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาประชากร สวัสดิการ
ทุกอย่างต้องดำเนินการไปอย่างมี แนวทางการแก้ปัญหาที่ครบวงจรŽ (Solution Package)
วันนี้ประชาชนมองนโยบายพรรคเป็นตัวหลัก แล้วมองตัวคน ที่มาทำนโยบายว่า เขาเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้อย่างไร
ผมมั่นใจว่าจากประสบการณ์ที่มี เคยถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 14 ครั้ง รองนายก 5 ครั้ง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญมาแล้ว 7 แห่ง
เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลกำกับมาอีกหลายกระทรวง งานระดับชาติที่สำคัญไม่รู้อีกกี่ตำแหน่ง มีประสบการณ์หลายยุคหลายสมัย
นโยบายที่พึงพอใจของชาวบ้านและประสบความสำเร็จ ล้วนเป็นสิ่งที่เราคิด เราทำทั้งนั้น เพียงแต่ว่าอยู่ภายใต้ชื่อเรียกขาน ที่แตกต่างกันออกไปเท่านั้นเอง
ผมผ่านปฏิวัติรัฐประหารทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ มาอย่างน้อยก็ 4 ครั้ง ทุกครั้งเหมือนกันหมด เริ่มต้น จนกระทั่งจบไม่ต่างกันเลย ทุกอย่างหมุนเวียนกลับไปที่เก่า
วันที่ 23 ธันวาคม 2550 ไทยเราเดินมาถึงจุดที่ คนไทยต้องร่วมใจกัน เดินไปด้วยกัน ไปสู่ทางออกที่ดีที่สุด
วันนี้เราโชคดีเรื่องการสื่อสารที่ทั่วถึงกันเร็วมากขึ้น แตกต่างจากยุคก่อน ขนาดแตกต่างแบบนี้ ยังไม้ได้ช่วยให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้มาก สุดท้ายก็ยังอุตส่าห์ย้อนกลับไปยังจุดเดิม
ที่สุดแล้วปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่ระบบ ไม่ใช่เป็นปัญหาเรื่องกฎหมาย ไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ กฎหมายเป็นเรื่องที่เอามาอ้างกันเท่านั้น จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของคน
ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดจากเรื่องของคน กับตำแหน่ง อยู่แค่นี้ เป็นปัญหาความโปร่งใส ธรรมาภิบาล ไม่ได้อยู่ที่กฏกติกามารยาท แต่บางทีก็อยู่ที่ตัวคนเหมือนกัน ถ้าไม่รักษากฎกติตามารยาท ก็เหมือนกับว่าในที่สุดแล้ว กลับกลายเป็นวิถีปฏิบัติในสังคม กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนบ่อนทำลายสังคมไปเลย
การศึกษาเป็นกุญแจหลักของการแก้ปัญหาทั้งหมด ต้องร่วมมือกัน มีส่วนร่วม ถ้าเราอยากให้มีประชาธิปไตย ต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้มาก
แต่การมีส่วนร่วม ไม่ใช่ใช้กฎหมายไปบังคับ เกิดจากจิตสำนึก เกิดจากความรับผิดชอบในฐานะเราเป็นเซลหนึ่งของสังคมเหมือนคน
ประเทศชาติเหมือนคน ถ้าเซลมีความผิดปรกติแล้วเราไม่เข้าไปดูแลแก้ไข เซลจะพัฒนาแล้วในที่สุดกลายเป็นมะเร็ง จากเซลเดียวจะแบ่งตัวแล้วกินตัวอื่นไปเรื่อย ทำให้สังคมเป็นมะเร็ง ประเทศเป็นมะเร็ง
การแก้ปัญหาอยู่ที่ผู้นำ อยู่ที่รัฐบาลมีความเข้าใจเศรษฐกิจสังคมการเมืองมากน้อยแค่ไหน มีความเข้าใจระบบราชการมากน้อยแค่ไหน มีความเข้าใจในเรื่องของระบบธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีความเข้าใจในสังคมชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และสังคมคนเมืองมากน้อย อย่างไร?
คนที่จะเข้ามาบริหาร ถ้ามีความเข้าใจ ถ้ามีประสบการณ์ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความขัดแย้ง เรื่องของการปฏิวัติวิวัฒนาการ เรื่องของการบริหารจัดการภาวะวิกฤต แล้วก็ต้องทำไปพร้อมๆกัน เพราะปัญหามีหลายมิติ ซึ่งต้องใช้วิสัยทัศน์ และทักษะที่หลากหลาย แต่สามารถแก้เป็นองค์รวมได้
รัฐบาลชุดที่แล้วบอกว่าต้องแก้ปัญหา โดยทำให้เป็นนโยบายคู่ขนาน (Dual Tracks) แต่วันนี้ไม่พอ ต้องแก้ปัญหาที่มีไปพร้อมๆกันหลายเส้นทาง (Multi Tracks)
สำคัญมาก คนที่เข้ามาต้องทำพร้อมกัน จะจัดลำดับความสำคัญไม่ได้แล้ว ไม่ทัน เราจะรักษาชีวิตคนป่วย เรื่องป่วยหนัก อาการโคม่าต้องทำพร้อมกันหลายอย่าง ต้องมีทีมหมอเข้ามา หมอวางวางยา หมอผ่าตัด เราเป็นหลายโรครุมเร้า ต้องมีทีมที่เข้มแข้งเข้ามาช่วยกัน ช่วยกันดู ช่วยกันทำงาน ถึงจะแก้ปัญหาได้
ปกิณกะ