เป็นไปได้ถ้าใจสู้


ผม ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต ซึ่งเดินมาได้ครึ่งค่อนทาง หมดไปกับการทำงานหนักในหลายๆ ช่วงเวลา ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียนรู้ วัยทำงาน จนกระทั่งถึงวัยแห่งการเติบใหญ่บนถนนสายการเมือง ผมเป็นคน อ่าน หนังสือมาก อ่านได้หมดเกือบทุกประเภท พอๆ กับการเปิดหู เปิดตา เปิดใจรับฟังผู้คนรอบข้างที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิต

อาชีพนักการเมืองที่โลดแล่นบนถนนสายนี้มานานกว่า 25 ปี ยิ่งผลักดันให้ผมต้อง ฟัง มาก ขึ้น ฟังความรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจของประชาชน ฟังว่าประเทศต้องการอะไร รับฟังความอึดอัดคับข้องใจ ของบรรดาเพื่อนร่วมงานในทุกระดับสายบังคับบัญชา รวมถึง ทนฟัง เรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่มักจะหลุดออกจากปากเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันบ่อยครั้งยอมรับว่าผมเป็นคน พูด เยอะ พูดได้ทุกเรื่อง แต่ไม่ใช่พร่ำเพรื่อเพ้อเจ้อ นั่นไม่ใช่วิธีการแบบของผม ผม รักการสื่อสาร เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน โดยเฉพาะกับข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมถือว่าเป็นหน้าที่ ที่ต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพื่อให้ทุกฝ่ายดีขึ้น สังคมดีขึ้น แล้วแยกย้ายกันไปทำงาน ทำให้ประเทศชาติดีขึ้น ทุกอย่างเป็น win win game โดย ส่วนตัวแล้ว ผมสนใจเรื่องของทางเลือกทางออกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ถือว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งมีหลายกระบวนการ หลายวิธีการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายเข้าไปป้องปรามอย่างเดียว อาจเป็นเพราะบุคลิกส่วนตัว ที่เป็นคนประนีประนอมอยู่แล้วก็ได้ เวลาผมไปเจรจาเรื่องราวร้อยแปดพันเก้าที่ ติดลบ สุดขั้ว หลายอย่างจึงดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับผมแต่น่าแปลกที่เรื่องเล่าแนวงาน เขียน กลับเป็นสิ่งที่ผมทำน้อยมาก ในหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบอกเล่าถึง ตัวตน ของตัวเอง สิ่งที่ผมคิด ผมทำ แรงบันดาลใจ ความเชื่อ ความฝัน ตลอดชั่วชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง

ทั้ง ในมิติของความพยายามที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต เจตนารมณ์ที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไทย ให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ มีภูมิต้านทาน และในฐานะหนึ่งในคนไทยหกสิบล้านคน ที่อยากเห็นประเทศยืนหยัดทัดเทียมกับนานาอารยะอยู่ได้ ในฐานะ ผู้นำ ไม่ใช่ ผู้ตาม

6.jpg

หนังสือ เป็นไปได้…ถ้าใจสู้ ขนาด กะทัดรัดเล่มนี้ ผมเขินอายที่จะบอกว่า เป็นอัตชีวประวัติของผม เพราะจริงๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า สมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่บอกเล่าความในใจ มุมมองต่อเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกร็ด เล็กเกร็ดน้อยในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ความฝันวัยเยาว์ ความท้อแท้ หดหู่ การเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆ ด้วยความเชื่อเพียงหนึ่งเดียวคือ ยึดมั่นในความดีงาม และมองโลกในด้านบวกของชีวิต

บางบทบางตอนของหนังสือ คุณจะสำเหนียกได้ถึงเสียงบ่นเล็กๆ ของผม เวลารู้สึก หงุดหงิด ที่เห็นประเทศไทยอันเป็นที่รัก กำลังเดินออกนอกลู่นอกทางนี่เป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิต ที่ผมอยากจะบอก อยากจะเล่าสู่กันฟัง ในฐานะเพื่อนฝูง พี่น้อง และญาติสนิทหลาย คนเคยชินตากับผม ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี (ซึ่งนั่งมาแล้วเกือบทุกกระทรวง) รองนายกฯ ที่ปรึกษา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ และอะไรอีกร้อยแปดอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว นี่จะเป็น ครั้งแรก ที่คุณจะได้เห็นผมในฐานะผู้ชายธรรมดาๆ

ที่น่าคบอีกคนหนึ่ง

(สุวิทย์ คุณกิตติ)

ตุลาคม 2550

More from this category

More from this author

News Feed

rss Subscribe to this author


Get the Flash Player to see the slideshow.
© 2010 สุวิทย์ คุณกิตติ Suwit Khunkitti • Powered by ictsolutions.biz
rss Entries (RSS) rss Comments (RSS)