โอกาสไม่ได้มีไว้ให้นั่งรอ


วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กับคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่แรกเริ่ม ฉะนั้นคำตอบที่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามที  ผิด เต็มประตู ใครก็ตามที่เข้ามาบริหารประเทศ ไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่คิดว่าตัวเองเป็นเพียงแค่รัฐบาลชั่วคราว นั่งคิดแต่เพียงว่า นำไปสู่การเปลี่ยนถ่าย

  SBC_0138.jpg

            ก็ในเมื่อประเทศไทยเราหยุดนิ่งไม่ได้ แค่เพียงหยุดคนอื่นก็แซงหน้าเราไปเสียแล้ว การหยุดนิ่งคือการก้าวถอยหลัง ถึงแม้เราไม่อยากถอยก็เหมือนถอย ที่ผ่านมาเราเสียเวลามาก ในกระบวนการพัฒนาแก้ไขปัญหา สิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่แค่เพียงเวลา แต่เป็นเรื่องของ การเสียโอกาส ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะโอกาสที่เสียไป ไม่สามารถเอาคืนกลับมาได้ ผ่านแล้วผ่านเลย จะวิ่งตามหาโอกาสอีก ก็ยากเย็นเต็มที ไม่รู้ว่าในชั่วชีวิตหนึ่งเราจะเจอโอกาสงามๆ นั้นได้สักกี่ครั้งกัน ฉะนั้น โอกาสที่หลุดมือ ถือเป็นความเสียหายที่ใหญ่หลวงมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะค่อนแคะผมว่า มองโลกในแง่ร้าย ไทยเรามีองค์ประกอบที่นำไปสู่ความพร้อมได้ค่อนข้างเยอะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้สิ่งที่มีอยู่ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดได้อย่างไร เรายังหาโอกาสใหม่ๆ โอกาสดีๆ ได้อีกไหม? คำตอบคือ หาได้อีก และมาได้เรื่อยๆ แต่โอกาสที่เป็นตัวจริง เสียงจริง เราจะมัวแต่นั่งรอ โบกมือขอขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย ไม่ได้อีกแล้วเพราะเรารอไม่ได้โอกาสที่ผ่านไปแล้ว ถือเป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ ที่ผ่านมาถ้าเราพลาด แล้วเรามันพลาดตรงไหนกันล่ะฟะ จะได้คิดอ่านมาแก้ไขให้ถูกที่ถูกทางถ้าคนเราไม่คิดเรียนรู้ ไม่จำบทเรียนที่เคยเผลอพลั้ง แถมยังไม่คิดแก้ไข ก็ไปไหนไม่รอด ทุกอย่างคงหมักหมมอยู่ตรงนั้นการเมืองเป็นบทเรียนที่คนไทยไม่เคยเรียนรู้ คนไทยไม่ค่อยจำประวัติศาสตร์กันสักเท่าไหร่ คนไทยลืมง่ายจะตาย ใครๆ ก็รู้ ทั้งๆ ที่เนื้อแท้ของประวัติศาสตร์ มีทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด ความขมขื่น หลากเรื่องครบรสเหมือนประเภทของหนัง ถ้าเราพยายามหลีกเลี่ยงความล้มเหลว ความขมขื่น แล้วเลือกที่จะหยิบเอาแต่สิ่งดีๆ เราจะเดินไปข้างหน้าได้ อย่างมีความสุข เราจะคิด เราจะอ่าน ทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ทั้งหมดที่เราเลือกจะทำ ล้วนแล้วแต่มีเจ้าตัวความสำเร็จลอยเด่นอยู่ตรงหน้า

 

 เพียงแต่เราต้องรู้จักว่า เราจะไปอย่างไร เราจะไขว่คว้ามันมาได้อย่างไร ไม่มีอะไรเกินขีดความสามารถของมนุษย์ไปได้หรอก ผมจะบอกให้หลายวันก่อนผมหยิบหนังเรื่อง The Pursuit of Happyness (ไล่ล่าความสุข) มาดู เป็นเรื่องของการที่มีฝันแบบอเมริกันชน สร้างจากเขาโครงเรื่องจริงของความสำเร็จที่กลายเป็นตำนาน

 

                ระหว่างที่ตัวเอก คริส การ์ดเนอร์ เดินแบกเครื่องสแกนกระดูกแบบพกพา ถูลู่ถูกังไปตามถนนวอลล์ สตรีทเขาเห็นผู้ชายใบหน้าเรี่ยมแปร้ กำลังไสรถสปอร์ตสีแดงเพลิงเข้าจอดชิดข้างทาง   คริสร้องถามออกไปด้วยสุ้มเสียงสุภาพว่า ขอถามคุณเพียงแค่ 2 คำถาม คุณทำอาชีพอะไร? และต้องทำยังไงบ้าง? ถึงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้แบบนี้ชายคนนั้นเปิดยิ้มกว้าง แล้วตอบว่า ผมเป็นนายหน้าค้าหุ้น แค่เก่งเลขแล้วเข้ากับคนได้ก็เกินพอคริสเห็นใบหน้าผู้คนย่านถนนการค้าวอลล์ สตรีทต่างยิ้มแย้ม เขารำพึงในใจเงียบๆ ว่า ทำไมผมจะม่วนซื่นอย่างคนอื่นเขาบ้างไม่ได้ล่ะ? นั่นน่ะสิ ก็ให้มันรู้กันไป ไม่นานจากนั้น คริสกลายเป็นตำนานของวอลล์ สตรีท จากความมุมานะ เรียนรู้ และเข้ารับการฝึกอบรม 6 เดือนเต็มโดยไม่ได้รับเงินเดือน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนนายหน้าค้าหุ้น เขาทำได้และย้ายออกมาตั้งบริษัทนายหน้าเป็นของตัวเองส่วนผมหรือครับ? ตำนานลูกอีสานที่กำลังไล่ล่าความสุข เพื่อความกินดีอยู่ดีของคนทั้งประเทศ ความฝันของผมคือ อยากได้รับการคัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ? ของประเทศผมเชื่อว่าผมทำได้ หรือถ้าไม่ ผมก็ไม่เคยคิดย้ายออกนอกประเทศไปไหน ผมมีบ้านเกิดเมืองนอนขอนแก่นเป็นของตัวเอง มีประเทศไทยที่ผมไม่เคยคิดย้ายสำมโนครัวหนีไปไหนโอกาสไม่ได้มีไว้ให้นั่งรอ อย่าพลาด โอกาสทอง

 

More from this category

More from this author

News Feed

rss Subscribe to this author


Get the Flash Player to see the slideshow.
© 2010 สุวิทย์ คุณกิตติ Suwit Khunkitti • Powered by ictsolutions.biz
rss Entries (RSS) rss Comments (RSS)